วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

การวิเคราะห์หลักสูตรบูรณาการ



จริยา ทองหอม  วันที่ 20 กันยายน 2557

การวิเคราะห์หลักสูตรบูรณาการ
หน่วยการเรียนรู้  เรื่อง  กระทงรักษ์โลก
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1
โรงเรียนวัดโพธิ์ทะเลสามัคคี  อ.ค่ายบางระจัน  จ.สิงห์บุรี

สมาชิกกลุ่ม
1.            นางกชณัซ  นวลนิศาชล
2.            นางสาวจริยา  ทองหอม
3.            นางสาวจิราพร  รอดพ่วง
4.            นางสาวมธุรส  ประภาจันทร์
5.            นายยะยา  ยุทธิปูน
6.            นางสาวิตรี  สิทธิชัยกานต์
  

ใบงานที่ 1 การวิเคราะห์ concepts สมรรถนะ และ คุณลักษณะ

คำชี้แจง จงวิเคราะห์ concepts สมรรถนะ และ คุณลักษณะ จากมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางจากสาระที่ท่านต้องการนำมาออกแบบบูรณาการ  หรือวิเคราะห์หลักสูตรระดับอุดมศึกษาที่ท่านสนใจ แล้วนำมาเขียนลงในตาราง

ลำดับที่
ข้อความ/ประโยค
concepts
สมรรถนะ
คุณลักษณะ
1. สังคมศึกษา
สาระที่ ประวัติศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.3     
       เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม                         ภูมิปัญญาไทย  มีความรัก  ความภูมิใจและธำรง             ความเป็นไทย
ตัวชี้วัด
     3. วิเคราะห์อิทธิพลของวัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาไทย   สมัยสุโขทัยและสังคมไทยในปัจจุบัน
อิทธิพลของวัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาไทย สมัยสุโขทัยและสังคมไทยในปัจจุบัน
วัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาไทย (9)
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
1. รักชาติ  ศาสน์ กษัตริย์
2. รักความเป็นไทย
3. รักษาวัฒนธรรมไทยอย่างดีงาม
2. ศิลปะ
สาระที่  1  ทัศนศิลป์             
มาตรฐาน ศ 1.2
สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ตัวชี้วัด
. ระบุ และบรรยายหลักการออกแบบงานทัศนศิลป์ โดยเน้นความเป็นเอกภาพความกลมกลืน และความสมดุล
บรรยายหลักการออกแบบงานทัศนศิลป์
การออกแบบงานทัศนศิลป์
concept ประเภทที่ (3) สิ่งที่สัมพันธ์กัน
   1.ความสามารถในการสื่อสาร 
   2.ความสามารถในการคิด 
1.  รักชาติ  ศาสน์  กษัตริย์
2.  มุ่งมั่นในการทำงาน
3.  รักความเป็นไทย
3. ภาษาไทย
สาระที่ 4  หลักการใช้ภาษา
มาตรฐาน ท 4.1  เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย  การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา  ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติ        ของชาติ
ตัวชี้วัด
5. แต่งบทร้อยกรอง
การแต่งบทร้อยกรอง 
บทร้อยกรอง
concept ประเภทที่ (3) สิ่งที่สัมพันธ์กัน
ความสามารถในการสื่อสาร
รักความเป็นไทย
ใฝ่เรียนรู้
4. ภาษาต่างประเทศ
สาระที่ 1  ภาษาเพื่อการสื่อสาร
มาตรฐาน ต 1.1   เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ  และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
ตัวชี้วัด
2. อ่านออกเสียงข้อความ นิทาน และบทร้อยกรอง (poem) สั้นๆ  ถูกต้องตาม หลักการอ่าน 
การอ่านออกเสียงข้อความ นิทาน และบทร้อยกรอง
การอ่านออกเสียง
concept ประเภทที่ (10) วิธีการ
ความสามารถในการสื่อสาร
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 
รักความเป็นไทย
ใฝ่เรียนรู้
5. การงานอาชีพ
สาระที่ การดำรงชีวิตและครอบครัว
มาตรฐาน ง  1. 1    เข้าใจการทำงาน  มีความคิดสร้างสรรค์   มีทักษะกระบวนการทำงาน  ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา  ทักษะการทำงานร่วมกัน  และทักษะ การแสวงหาความรู้    มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการทำงาน   มีจิตสำนึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม  เพื่อการดำรงชีวิตและครอบครัว
ตัวชี้วัด
2. ใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงานด้วยความเสียสละ
กระบวนการกลุ่มในการทำงาน
กระบวนการทำงานกลุ่ม
 concept ประเภทที่ (10) วิธีการ
1.ความสามารถในการคิด 
2.ความสามารถในการแก้ปัญหา
3.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 
4.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 
1.  มุ่งมั่นในการทำงาน
2.  ใฝ่เรียนรู้
3.  รักความเป็นไทย  
4.   มีจิตสาธารณะ
6.คณิตศาสตร์
สาระที่ ๑ จำนวนและการดำเนินการ
มาตรฐาน ค ๑.๓ใช้การประมาณค่าในการคำนวณและแก้ปัญหา
ตัวชี้วัด
ใช้การประมาณค่าในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม  รวมถึงใช้ในการพิจารณาความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ได้จากการคำนวณ

การประมาณค่าในสถานการณ์ต่าง ๆและพิจารณาความสมเหตุสมผล







การประมาณค่าอย่างสมเหตุสมผล
concept ประเภทที่ (4) เป็นเหตุเป็นผลกัน




-ความสามารถในการสื่อสาร
-ความสามารถในการคิด
-ความสามารถในการแก้ปัญหา
-มีวินัย
-ใฝ่เรียนรู้
-มุ่งมั่นในการทำงาน
-มีสติ รู้คิด รู้ทำ

7. วิทยาศาสตร์
สาระที่ 6  กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
มาตรฐาน ว 6.1  เข้าใจกระบวนการต่าง ๆ   ที่เกิดขึ้นบน
ผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธ์ของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐานของโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
. สืบค้น วิเคราะห์ และอธิบายปัจจัยทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก รูโหว่โอโซน และฝนกรด
ปัจจัยทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก





การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก
concept ประเภทที่ (4)
เป็นหตุเป็นผล


 ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต

 ใฝ่หาความรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
มีสติ  รู้คิดรู้ทำ
มุ่งมั่นใน            การทำงาน
มีจิตสาธารณะ



บทสรุป
concepts
วัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาไทย (9) คุณค่า
การออกแบบงานทัศนศิลป์  concept ประเภทที่ (3) สิ่งที่สัมพันธ์กัน
บทร้อยกรอง  concept ประเภทที่ (3) สิ่งที่สัมพันธ์กัน
การอ่านออกเสียง  concept ประเภทที่ (10) วิธีการ
กระบวนการทำงานกลุ่ม   concept ประเภทที่ (10) วิธีการ
การประมาณค่าอย่างสมเหตุสมผล  concept ประเภทที่ (4) เป็นเหตุเป็นผลกัน

สมรรถนะ
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
2.ความสามารถในการแก้ปัญหา

คุณลักษณะ
1. รักความเป็นไทย
2. มีวินัย
3.ใฝ่เรียนรู้
4. มีจิตสาธารณะ



ใบงานที่ 2  การวิเคราะห์ธรรมชาติการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย
คำชี้แจง          จงวิเคราะห์ธรรมชาติการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายในบริบทสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่ที่จะออกแบบหน่วยการเรียนรู้ และนำไปทดลองหาประสิทธิภาพ โดยเขียนผลการวิเคราะห์และแนวทางการนำไปใช้ในตารางต่อไปนี้
กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อายุประมาณ 12-13 ปี

ประเด็นการวิเคราะห์
ผลการวิเคราะห์
แนวทางการนำไปใช้
1.ความสามารถทั่วไปในการเรียนรู้
         ผลการวิเคราะห์ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์  พัฒนาการทางสังคม (Psychosocial Stages) ของอิริคอิริคสัน (Erik Erikson) และขั้นพัฒนาการการแสวงหาความพึงใจจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (Psychosexual Stages) ของฟรอยด์ (Sigmund Freud) มีดังนี้ 
พัฒนาการของวัยเด็กตอนปลาย ช่วง 10 - 13 ปี 
         วัยเด็กตอนปลาย (Late child hood) หรือวัยก่อนรุ่น  อายุระหว่าง 10-13 ปีวัยนี้คาบเกี่ยวกับวัยแรกรุ่นหรือวัยรุ่นตอนต้นเพราะบางคนอาจจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นลักษณะของวัยแรกรุ่น (Puberty) ตั้งแต่อายุ 11 ปี ในเด็กหญิง และ 12 ปี
         ในเด็กชายระยะวัยเด็กตอนปลายเป็นระยะที่มีการพัฒนาทางสังคมเป็นลักษณะเด่นกล่าวคือเป็นช่วงเปลี่ยน (Transition period) จากสังคมแบบในบ้านไปสู่สังคมนอกบ้าน ศูนย์กลางของชีวิตทางสังคมคือ โรงเรียน บิดามารดาเริ่มกลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อเด็กน้อยลง กลุ่มเพื่อนร่วมวัยเริ่มมีบทบาทต่อชีวิตของเด็กมากขึ้น 
พัฒนาการทางกาย
        สำหรับเด็กที่กำลังจะเป็นวัยรุ่นนั้น จะมีความเปลี่ยนแปลงทางการความเติบโต เจตคติและพฤติกรรม ก่อนจะถึงระยะเติบโตเข้าสู่การแตกเนื้อหนุ่มสาวจะมีระยะพัก(resting period)อยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งระยะที่ดูเหมือนว่าเด็กจะไม่เติบโตขึ้นเลย ทั้งทางส่วนสูงและน้ำหนัก หลังจากระยะนี้ไปแล้วก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  เด็กส่วนมากเริ่มเข้าสู่ความเจริญเต็มที่เมื่อตอนอายุ ประมาณ 11 ปี และมีระดูเมื่อตอนอายุ 13 ปี อย่างไรก็ดีการเติบโตนี้ก็ไม่แน่นอน เด็กหญิงอาจเริ่มมีระดูระหว่างอายุ 12 -16 ปีก็ได้ และเด็กชายจะก้าวเข้าสู่วุฒิภาวะทางกายเมื่ออายุ 12 ปี เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเมื่ออายุ 13 ปี การเข้าสู่ระยะเร่งของการแตกเนื้อหนุ่มระหว่างอายุ 14-15 ปี บางคนอาจเร็วหรือช้ากว่านี้เด็กชายอายุ 14 ปี ส่วนใหญ่มีขนาดรูปร่างขยายขึ้นเห็นได้ชัดเป็นวัยที่ความเจริญเติบโตทางส่วนสูงเป็นไปอย่างเร็วที่สุด 
อิทธิพลของวุฒิภาวะทางกายภาพ เพศ และความสามารถทางสมอง
         ลำดับความเจริญเติบโตจะเร็วหรือช้าเพียงใดขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะทางเพศและทางสรีระเด็กที่มีวุฒิภาวะเร็วจะเข้าสู่ระยะก่อนรุ่นเร็วกว่าและมีความโน้มเอียงที่จะสูงขึ้น หนักขึ้นกว่าวัยที่ผ่านมา
         เมื่ออัตราความเพิ่มของส่วนสูง และน้ำหนักสูงสุดลักษณะอื่นๆทางสรีระจะแสดงวุฒิภาวะให้เห็นไปอีกหนึ่งปีก็ได้ กระดูกข้อมือของเด็กหญิง อายุ 10-12 ปี จะเจริญเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 1 ปี ซึ่งเป็นเครื่องวัดที่ดีที่สุดได้อีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางกาย ดังนั้น ครูก็อาจหวังได้ว่าเด็กหญิงก่อนวัยรุ่นจะสูงกว่าและหนักกว่าเด็กชายวัยเดียวกัน เด็กชายที่ยังไม่บรรลุภาวะจะรู้สึกว่าตนถูกบีบบังคับมากกว่าซึ่งทำให้เกิดข้อบกพร่องในการพูด อ่าน และปัญหาอื่นๆ ของเด็กชายมีมากขึ้น 
         การขาดสมรรถภาพทางสมอง เกี่ยวพันกับการเจริญเติบทางกายเช่นกันอัตราการเติบโตของเด็กชายที่หย่อนสมรรถภาพทางสมอง จะช้ากว่าเด็กชายที่เติบโตทางสมองปกติ และขึ้นอยู่กับความบกพร่องมากหรือน้อยด้วย 
         ความเจริญเติบของเด็กผิดปกติ มีช่วงยาวกว่าเด็กปกติและเด็กฉลาด เด็กประเภทนี้ช้าไม่เฉพาะแต่ส่วนสูงและน้ำหนักเท่านั้น แต่ช้าในด้านอื่นๆด้วย เช่น การเรียนรู้ที่จะเดิน ฟันขึ้น และช้าในระยะเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มสาวด้วย
พัฒนาการทางอารมณ์
         เด็กวัยก่อนรุ่น ควรได้รับความช่วยเหลือให้สามารถควบคุมปรับปรุงแก้ไขตนเองได้มากขึ้น เด็กมีความรู้สึกไวกับเจตคติที่ผู้อื่นมีต่อเขา จะรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากถ้าถูกวิจารณ์ หรือเปรียบเทียบกับเด็กอื่น  เด็กที่ถูกทอดทิ้งทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนจะเป็นผู้ที่ไม่มีความสุขกลายเป็นเด็กเงียบหรือไม่ก็มีพฤติกรรมขัดขืน และไม่เกรงกลัวใครความเครียดที่เด็กได้รับจากทางบ้านอาจน้อยลงหรือหายไปได้ถ้าเด็กได้รับความสัมพันธ์ที่ดีจากครูและเพื่อน อารมณ์รุนแรงการลงมือลงเท้าลดลง รู้จักหาสิ่งที่ต้องการด้วยวิธีที่อ่อนโยนขึ้นกลัวความผิดหวังถูกเยาะเย้ย หรือถูกว่าผู้หญิง มากกว่ากลัวร่างกายบาดเจ็บ 
        เด็กวัยนี้กังวลใจเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ของบุคคลในครอบครัวมากที่สุด นอกจากนี้เด็กยังกลัวคะแนนสอบ การสอบตก และเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะตนเองอย่างไรก็ดีบุคลิกภาพของเด็กย่อมปรับปรุงได้ และเด็กสามารถที่จะปรับปรุงตนเองได้ดีด้วย
ความต้องการ
         เนื่องจากเด็กมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น ทำให้มีความต้องการเพิ่มมากกว่าวัยที่ผ่านมาแล้วคือ
- ต้องการอาหารที่มีคุณค่า
- ต้องการได้เล่นกีฬาที่ช่วยให้พัฒนาทักษะส่วนบุคคล
- ต้องการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
- ต้องการความช่วยเหลือให้เข้าใจกระสวนความเจริญเติบโตตามธรรมชาติ
- ต้องการสถานที่ เครื่องมือ เครื่องใช้ และหนังสือที่ช่วยให้การคิดในการทำกิจกรรมริเริ่มสร้างสรรค์หรือใช้กำลังเคลื่อนไหว โดยที่ผู้ใหญ่ไม่บังคับ
-ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ถ้าเป็นผู้ที่มีกระสวนความเจริญเติบโตเร็วหรือช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน
-ต้องการได้รับรองความสามารถและการได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
-ต้องการความรัก ความอบอุ่น และความยกย่องชมเชยจากผู้ใหญ่
         ในวันเด็กตอนปลายเด็กยังคงมีการแสดงทางอารมณ์ในลักษณะของความพอใจละอารมณ์ไม่พอใจ อารมณ์ไม่พอใจของเด็กวัยนี้มีการแสดงออกอย่างรุนแรง ผลก็คือการยอมรับในบางครั้ง เด็กจะมีการแสดงออกของอารมณ์ในลักษณะของความไม่พึงพอใจในลักษณะของการหลีกหนีต่อสถานที่น่ากลัว และเด็กจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้เลย การแสดงออกของอารมณ์ที่เด็กมีความพอใจของวัยเด็กตอนปลายคือ เด็กจะมีการหัวเราะของความพอใจ ส่งเสียงดัง หัวเราะบิดตัวไปมา มีการกระตุกหรือนอนกลิ้งบนพื้น
อารมณ์ต่างๆของวัยเด็กตอนปลาย
1. ความกลัว
         วัยเด็กตอนปลายนั้นจะต้องเผชิญกับวัตถุเหตุการณ์ต่างๆ บุคคลต่างๆ มากมายอันมีผลทำให้เกิดความกลัว เมื่อเด็กกลัวแล้ว เด็กจะมีการหลีกหนีไปจากสถานการณ์ที่ทำให้ตนเกิดความกลัว
ความอาย 
         ความอายจะเป็นรูปแบบหนึ่งของความกลัว เด็กที่มีอายุน้อย มักจะเกิดความอายมากกว่าเด็กที่มีอายุมากๆ
ความกลุ้มใจ 
         ความกลุ้มใจเป็นความกลัวที่มีผลมาจากการใช้ความคิดหรือการใช้จินตนาการของวัยเด็กตอนปลาย เพราะเด็กจะมีปัญหากับเพื่อน ครูที่โรงเรียนและเมื่ออยู่ที่บ้านก็อาจจะมีปัญหากับบุคลในครอบครัว
ความกังวลใจ 
          ความวิตกกังวลใจอาจเกิดขึ้นกับเด็กซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อน ความวิตกกังวลใจมักจะเกิดขึ้นกับเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย และเด็กที่ได้รับความกดดันไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามมักจะเกิดความกังวลใจมากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับแรงกดดันจากใคร
2.ความโกรธ
        วัยเด็กตอนปลายมีความต้องการในสิ่งต่างๆเพิ่มขึ้น ผลก็คือเด็กเกิดความคับข้องใจได้ง่ายขณะเดียวกันเด็กจะมีการตำหนิติเตียนในสิ่งที่ทำให้ตนเกิดความโกรธได้ บางคนใช้วิธีการต่อต้านวัตถุและสิ่งของโดยตรง บางคนหลีกหนี และบางครั้งมีการก้าวร้าวอย่างรุนแรง 
3.ความริษยา
       การแสดงออกถึงความริษยาของเด็ก  โดยการทะเลาะวิวาท หัวเราะเยาะ รังแกเด็กที่ตนมีความรู้สึกริษยาโดยตรงและอาจมีการแสดงออกโดยทางอ้อมคือ พูดกระทบกระเทียบ เป็นต้น
4.ความอยากรู้อยากเห็น
         ความอยากรู้อยากเห็นของวัยเด็กตอนปลายจะลดน้อยลงกว่าวัยเด็กตอนต้นเพราะเด็กได้มีประสบการณ์มาพอสมควรแล้วมีความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ ได้ดีเด็กจะพยายามแสวงหาคำตอบให้กับปัญหาที่พบได้ด้วยตนเอง
5.อารมณ์รัก
     อารมณ์ซึ่งแสดงออกในวัยเด็กตอนปลายนี้จะมีการแสดงออกเพียงเล็กน้อยโดยเฉพาะวัยเด็กตอนปลายทั้งชายหญิงจะไม่ยอมรับการแสดงออกของความรักจากผู้ใหญ่ในที่ชุมชนเพราะเด็กมีความรู้สึกว่าตนเป็นผู้ใหญ่แล้ว
6.อารมณ์ร่าเริง
         เด็กจะมีลักษณะคล้ายกับวัยเด็กตอนต้นเด็กมักจะยิ้มหรือหัวเราะเมื่อผ่านสถานการณ์ที่ทำให้เด็กตกใจไปชั่วขณะ หรือเมื่อได้ยินเสียงดังอย่างทันทีทันใดและมีการเปลี่ยนแปลงเป็นความตื่นเต้น
         การแสดงออกถึงความร่าเริงของวัยเด็กตอนปลายจะมีการหัวเราะด้วยเสียงอันดัง เด็กชายจะมีการตบศีรษะหรือหลังเพื่อน เด็กหญิงอาจจะมีการทุบเพื่อน กอดรัดหรือจูบได้
พัฒนาการทางสังคม
         เด็กชายและเด็กหญิงเล่นด้วยกันน้อยลง ความสนใจก็ต่างกันออกไป ถึงกระนั้นเด็กทั้งสองเพศต่างก็เห็นความสำคัญของการเป็นที่รู้จักในหมู่เพศตรงข้าม สัมพันธภาพระหว่างเพศไม่แน่นอน เปลี่ยนเพื่อนอยู่เสมออย่างไรก็ดีเด็กวัยนี้ชอบอยู่เป็นกลุ่มทำให้เด็กสามารถทำอะไรได้สำเร็จ และเพิ่มความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญขึ้น
การรวมกลุ่ม 
         ระหว่างวัยนี้ความรักกลุ่มและเพื่อนร่วมชั้นจะพัฒนาขึ้น และต้องการให้กลุ่มยอมรับตน การเข้าแกงค์ของเด็กชายก็เนื่องจากหนีจากสภาพทางบ้านที่ตนเบื่อหน่าย เด็กชอบสร้างกฎเพื่อตนเองการเข้ากลุ่มอาจทำให้เกิดการเสียหายมากกว่าสร้างก็ได้ เพราะชุมนุมของเด็กชายมักมีกิจกรรมผจญภัย ขัดขืนคำห้ามของผู้ใหญ่ ครูเองบางครั้งก็ต้องเผชิญกับความขัดแย้งของกลุ่มเด็ก ครูอาจปล่อยให้เด็กได้ทำตามสิ่งที่ต้องการไปก่อนและช่วยโน้มน้าวแนะนำแก้ไขภายหลัง ทั้งนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้การแก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่ได้มาด้วยตัวเอง
ปัจจัยการยอมรับทางสังคม
         เด็กที่ไม่มีเพื่อนเลยจะไม่สามารถทำตัวให้เข้ากับกลุ่มเพื่อนได้เพราะขาดการยอมรับจากกลุ่ม เด็กที่ได้รับการยอมรับทางสังคมจะเข้าใจตนเองได้ถูกต้องขึ้น มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีขึ้น และสามารถทำงานรับผิดชอบในกลุ่มได้อย่างผ่อนหนักผ่อนเบา ทั้งนี้เด็กมีความอบอุ่นมั่นคงทางใจ การอยู่ร่วมกับกลุ่มของเด็กดูจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมของเด็กด้วย เด็กที่ครอบครัวฐานะดีจะให้ความร่วมมือในสังคมมากขึ้น
         ในการเลือกคบเพื่อน เด็กวัยก่อนรุ่นจะเลือกจากตัวบุคคลเป็นอันดับแรก เลือกคนที่แจ่มใส เมตตา ให้ความร่วมมือ โอบอ้อมอารี สุภาพ ซื่อตรง พูดตกลงกันง่ายและอารมณ์มั่นคง เหตุผลอื่น ๆ ที่เด็กวัยก่อนรุ่นให้ในการคบเพื่อนคือมีความสนใจและสิ่งอื่นคล้ายคลึงกัน แต่เพื่อนก็เปลี่ยนหน้าเรื่อยไป นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายได้ครอบครัวและเหตุอื่น ๆ ก็เป็นตัวสำคัญในการเลือกคบเพื่อนของเด็กวัยก่อนรุ่นด้วย ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า แต่ถ้ามีคุณสมบัติที่ดึงดูดให้คนอื่นเข้าใกล้ก็มีเพื่อนมากได้เหมือนกัน
         ความรู้สึกไวต่อสังคมและเจตนคติที่ดีต่อสังคมจะพัฒนาขึ้นได้ก็เมื่อเด็กได้รับสิ่งแวดล้อมดังนี้
- ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างในทางมีเมตตา และมีความคำนึงถึงผู้อื่นด้วยเสมอ
- ผู้ใหญ่ยองรับเจตนคติในการคำนึงถึงผู้อื่นของเขาด้วย
         เด็ก ๆ จะรู้คุณค่าของตัวบุคคลมากขึ้นเมื่อเขาได้มีโอกาสให้ส่วนร่วมและสวัสดิภาพแก่กลุ่ม ความคิดฝันทางทำประโยชน์ให้สังคมจะเกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ความสนใจ
1.การเล่น 
        การเล่นของเด็กเป็นเสมือนการปลดปล่อยพลังงานใช้เป็นการเตรียมชีวิตผู้ใหญ่ เป็นการหนีจากสิ่งเครียดและน่าเบื่อทั้งหลาย เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นความต้องการของร่างกายและจิตใจด้วย นอกจากนี้การเล่นของเด็กยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางสังคม และสามารถแสดงให้เห็นถึงบุคลิกของเด็กได้ชัดว่ากิจกรรมใด ๆ แม้แต่การวินิจฉัยโรคและการรักษาก็อาจทำได้โดยการจัดกิจกรรมให้เด็กเล่น เด็กวัยนี้เล่นเป็นกลุ่มเล็กที่สนิทกัน และชอบแข่งขันที่เป็นกลุ่ม ไม่ชอบเล่นรุนแรง ผู้ใหญ่ควรหาเครื่องเล่นที่มีกิจกรรมสร้างสรรค์ตามที่เด็กต้องการและอำนวยความสะดวกให้ เพื่อให้เด็กสามารถวางโครงทำกิจกรรมของตนเองได้ เด็กมีกิจกรรมร่วมกับกลุ่มได้ ผู้ใหญ่เพียงแต่แนะแนว     การเล่นระหว่างกลุ่ม ระหว่างวัยรุ่นทั้งเด็กชายและเด็กหญิงจะตกลงกันง่ายขึ้นเพื่อเลือกเล่นสิ่งที่เขาพอใจมากกว่า เด็กหญิงทุกวัยมักจะเล่นตามขนบธรรมเนียมประเพณีมากกว่าเด็กชาย  เด็กชายอายุ 8- 12 ปี ชอบเล่นวิ่งแข่ง เล่นโลดโผน ใช้เครื่องยนต์กลไก เด็กหญิงวัยก่อนรุ่นชอบการครัว การตัดเย็บ ตกแต่งบ้านและการแสดงที่เกี่ยวกับเรื่องจริง  กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กได้ใช้อวัยวะเคลื่อนไหวได้ดีเท่านั้น แต่ยังทำให้มีความรู้มากขึ้นด้วย เด็กฉลาดกับเด็กที่สมองช้าสนใจการเล่นแตกต่างกัน คุณค่าของกิจกรรมที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือ ความสนุกเพลิดเพลินและการเตรียมชีวิตผู้ใหญ่ การเล่นเป็นหมู่ช่วยให้เด็กที่วัยก่อนรุ่นมีความกล้า รู้จักใช้ความคิด มีความร่วมมือ ทำตามกฎเกณฑ์ และมีความพยายามต่องานที่เบื่อหน่าย ซึ่งเป็นเครื่องมือฝึกฝนทักษะให้มีขึ้นได้
2.การสะสม 
         เด็กวัยก่อนรุ่นชอบการสะสมเป็นงานอดิเรกมากที่สุด การสะสมของเด็กขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและวัย ถ้าผู้ใหญ่แนะแนวให้รู้จักการสะสม ก็จะเป็นกิจกรรมที่ให้คุณค่าทางการศึกษา และสร้างจิตนิสัยที่ดีงาม เพราะเด็กได้เรียนการแยกประเภทของ และช่วยให้มีระเบียบจัดเข้ากลุ่ม
พัฒนาการทางปัญญา 
         เชาว์ปัญญาของเด็กวัยก่อนรุ่นจะเห็นได้จากความสามารถในการใช้เหตุผลเข้าใจความหมายของคำพูดได้ถูกต้อง และสามารถให้คำจำกัดความแก่คำที่เป็นนามธรรม ได้ ในระหว่างวัยก่อนรุ่นนี้เด็กสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น ความสนใจในการเล่นทายปัญหาจะมีมากที่สุดในวัยนี้ ผู้ใหญ่ควรส่งเสริม
         การเปลี่ยนแปลงทางระบบความคิดมีมากขึ้นตามวัย ภายในขอบเขตของพันธุกรรมที่ได้รับมาเชาว์ปัญญาพัฒนาจากการได้ใช้สมองบ่อยๆ ดังนั้นในการวัดความสามารถของเด็ก ครูควรคำนึงถึงพื้นเดิมทางพันธุกรรมและประสบการณ์ที่ผ่านมาของเด็กด้วยการศึกษามีความงอกงามทางปัญญาบทบาทของการศึกษาจะสำคัญยิ่งขึ้นจากอายุ 12 ปีเป็นต้นไป
         เด็กสมองช้าจะไม่ใคร่มีสมาธิในการทำงานที่ยากขึ้น ทำงานได้ผลน้อยกว่าเด็กปกติ ถ้าเด็กมีความสามารถในการใช้คำพูดที่เป็นนามธรรมสูง ก็จะเห็นได้ว่าเป็นเด็กฉลาด สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆได้ มีความคิดสร้างสรรค์รู้จักคิดเองรักการอ่าน มีอารมณ์มั่นคง ฯลฯ 
         คุณสมบัติเหล่านี้จะแสดงออกให้เห็นตั้งแต่วัยต้นๆ มีความสามารถสูงในการพิจารณาตัดสินใจด้วยตนเองและสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ เด็กวัยก่อนรุ่นที่ฉลาดความมีอิสระที่จะวางโครงการศึกษาด้วยตนเอง วางความมุ่งหมายของกิจกรรมและแกปัญหาด้วยตัวเอง ควรจัดเด็กฉลาดเข้าชั้นพิเศษเพื่อส่งเสริมความสามารถพิเศษที่เขามีอยู่
         มีคุณลักษณะหลายประการที่ควรปลูกฝังให้มีขึ้นในวัยเด็กก่อนรุ่น ได้แก่ การให้ความร่วมมือรู้จักรับผิดชอบ กล้า เมตตา ยุติธรรม ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น ซาบซึ้งในความงาม และมีความคิดสร้างสรรค์
         ในระหว่างวัยนี้ เด็กจะสามารถควบคุมตนเองได้มากขึ้น ถ้าผิดพลาดจะกระวนกระวายใจ และจะทำตัวให้เข้ากับสังคมได้มากขึ้น ครามเชื่อมั่นในตนเองของเด็กได้มาจากการที่เพื่อนยอมรับเข้ากลุ่มเขาจะพยายามทำตนให้เหมือนเพื่อนและสร้างแนวทางของตนเองขึ้น
สรุป
         กลุ่มเด็กในวัยก่อนรุ่นมีอัตราความเจริญเติบโตแตกต่างกันเด็กที่มีกระสวนความเจริญเติบโตเร็ว จะเข้าสู่วัยแตกเนื้อสาวเร็วมีลักษณะเพศขั้นที่สองปรากฏขึ้นเรื่อยๆ เด็กหญิงจะเติบโตเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 1-2 ปี เด็กหญิงแตกเนื้อสาวอายุ 10-13 ปี และเด็กชายแตกเนื้อหนุ่มระหว่างอายุ 14-15 ปี ก่อนจะถึงระยะแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว เด็กจะมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วอยู่ประมาณ 1-2 ปี และอัตราการเจริญเติบโตคงเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว หลังจากนี้อัตราการเจริญเติบโตจะค่อยช้าลง และเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ 
         ปัญหาของเด็กวัยก่อนวัยรุ่นเกิดขึ้นเพราะเด็กมีการเจริญเติบโตเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และสังคม การมีร่างกายเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สภาพผู้ใหญ่เรื่อยๆทำให้เด็กมีความกังวลใจเกี่ยวกับรูปร่างของตนเอง ต้องการได้ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม และไม่ต้องการพึ่งผู้ใหญ่ 
         กลุ่มหรือคณะมีอิทธิพลยิ่งกับเด็กวัยนี้ แต่เป็นวัยที่ทั้งสองเพศเริ่มแยกกันเล่นและแยกกันทำกิจกรรม ทั้งสองเพศเริ่มทำตัวเป็นศัตรูต่อกัน ความสนใจแตกต่างกันพัฒนาการทางปัญญาเป็นผลจากที่เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และมีความสามารถในการอ่านเพิ่มขึ้น 
การจัดกิจกรรมสำหรับวัยรุ่นนอกจากเนื้อหาที่ดีแล้ว ควรมีการคำนึงถึงรายละเอียดต่อไปนี้
ความต้องการของวัยรุ่น : กิจกรรมที่จัดเป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นสนใจ มีความต้องการที่จะเรียนรู้จึงควรเปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้มีส่วนร่วมในการคิด หรือเสนอกิจกรรมและความต้องการของพวกเขา
ความสนุก : กิจกรรมที่จัดให้แก่วัยรุ่นควรเป็นกิจกรรมที่สนุก มิใช่เพียงการนั่งฟังนั่งเรียน แบบในชั้นเรียน แต่ควรเป็นกิจกรรมที่ให้วัยรุ่นได้คิด ได้เคลื่อนไหว ได้ใช้พลังงานประกอบกิจกรรมที่ได้เรียนรู้เพราะกิจกรรมที่มีความสนุกช่วยให้วัยรุ่นไม่รู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่สนใจในสิ่งที่ต้องเรียนรู้
ได้มิตรภาพ : วัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบเข้าสังคม ชอบการแสวงหาเพื่อนและมิตรภาพ กิจกรรมสำหรับวัยรุ่นจึงควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้วัยรุ่นได้รู้จัก ได้สร้างมิตรภาพ ได้มีส่วนร่วมกับเพื่อนๆ ด้วยกันเอง
ได้ความภาคภูมิใจ : ความภาคภูมิใจในตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้วัยรุ่นรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเป็นที่ยอมรับและต้องการของสังคม หากกิจกรรมที่จัดช่วยให้วัยรุ่นเกิดความภาคภูมิใจเขาก็จะรู้สึกดีกับความรู้และทักษะที่เขาได้รับ และพร้อมจะนำสิ่งที่ได้ไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

2. รูปแบบการเรียนรู้
เด็กแต่ละคนมีลีลาหรือรูปแบบการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน  ครูที่สามารถรู้ว่าเด็กแต่ละคนในชั้นมีรูปแบบการเรียนรู้เป็นแบบใดจะประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอน  ทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ นักจิตวิทยาที่ศึกษารูปแบบการเรียนรู้หรือลีลาการเรียนรู้ของมนุษย์ (Learning style) ได้พบว่า  มนุษย์สามารถรับข้อมูลโดยผ่านเส้นทางการรับรู้ 3 ทาง  คือ  การรับรู้ทางสายตาโดยการมองเห็น (Visual  percepters)   การรับรู้ทางโสตประสาทโดยการได้ยิน (Auditory percepters)  และ การรับรู้ทางร่างกายโดยการเคลื่อนไหวและการรู้สึก (Kinesthetic percepters)   ซึ่งสามารถนำมาจัดเป็นลีลาการเรียนรู้ได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ผู้เรียนแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกันคือ
1)  ผู้ที่เรียนรู้ทางสายตา (Visual learner) เป็นพวกที่เรียนรู้ได้ดีถ้าเรียนจากรูปภาพ  แผนภูมิ  แผนผังหรือจากเนื้อหาที่เขียนเป็นเรื่องราวเวลาจะนึกถึงเหตุการณ์ใด ก็จะนึกถึงภาพเหมือนกับเวลาที่ดูภาพยนตร์คือมองเห็นเป็นภาพที่สามารถเคลื่อนไหวบนจอฉายหนังได้  เนื่องจากระบบเก็บความจำได้จัดเก็บสิ่งที่เรียนรู้ไว้เป็นภาพ   ลักษณะของคำพูดที่คนกลุ่มนี้ชอบใช้ เช่น   ฉันเห็น”  หรือ ฉันเห็นเป็นภาพ…..”  พวก Visual learner  จะเรียนได้ดีถ้าครูบรรยายเป็นเรื่องราว  และทำข้อสอบได้ดีถ้าครูออกข้อสอบในลักษณะที่ผูกเป็นเรื่องราว  นักเรียนคนใดที่เป็นนักอ่าน  เวลาอ่านเนื้อหาในตำราเรียนที่ผู้เขียนบรรยายในลักษณะของความรู้   ก็จะนำเรื่องที่อ่านมาผูกโยงเป็นเรื่องราวเพื่อทำให้ตนสามารถจดจำเนื้อหาได้ง่ายขึ้น    เด็ก ๆ ที่เป็น Visual learner  ถ้าได้เรียนเนื้อหาที่ครูนำมาเล่าเป็นเรื่อง ๆ จะนั่งเงียบ สนใจเรียน  และสามารถเขียนผูกโยงเป็นเรื่องราวได้ดี  
2)  ผู้ที่เรียนรู้ทางโสตประสาท (Auditory  Learner)  เป็นพวกที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดถ้าได้ฟังหรือได้พูด จะไม่สนใจรูปภาพ ไม่สร้างภาพ  และไม่ผูกเรื่องราวในสมองเป็นภาพเหมือนพวกที่เรียนรู้ทางสายตา แต่ชอบฟังเรื่องราวซ้ำ ๆ   และชอบเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง   คุณลักษณะพิเศษของคนกลุ่มนี้ ได้แก่ การมีทักษะในการได้ยิน/ได้ฟังที่เหนือกว่าคนอื่น   ดังนั้นจึงสามารถเล่าเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดละออ และรู้จักเลือกใช้คำพูดผู้เรียนที่เป็น Auditory learner  จะจดจำความรู้ได้ดีถ้าครูพูดให้ฟัง  หากครูถามให้ตอบ ก็จะสามารถตอบได้ทันที   แต่ถ้าครูมอบหมายให้ไปอ่านตำราล่วงหน้าจะจำไม่ได้จนกว่าจะได้ยินครูอธิบายให้ฟัง เวลาท่องหนังสือก็ต้องอ่านออกเสียงดังๆ    ครูสามารถช่วยเหลือผู้เรียนกลุ่มนี้ได้โดยใช้วิธีสอนแบบอภิปราย  แต่ผู้ที่เรียนทางโสตประสาทก็อาจถูกรบกวนจากเสียงอื่น ๆ จนทำให้เกิดความวอกแวก เสียสมาธิในการฟังได้ง่ายเช่นกัน
3)  ผู้ที่เรียนรู้ทางร่างกายและความรู้สึก (Kinesthetic  learner)  เป็นพวกที่เรียนโดยผ่านการรับรู้ทางความรู้สึก การเคลื่อนไหว และร่างกาย  จึงสามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีหากได้มีการสัมผัสและเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งที่เรียน   เวลานั่งในห้องเรียนจะนั่งแบบอยู่ไม่สุข  นั่งไม่ติดที่  ไม่สนใจบทเรียน  และไม่สามารถทำใจให้จดจ่ออยู่กับบทเรียนเป็นเวลานาน ๆ ได้  คือให้นั่งเพ่งมองกระดานตลอดเวลาแบบพวก  Visual learner ไม่ได้   พวกที่เป็น Kinesthetic learner  เป็นกลุ่มที่มีปัญหามากหากครูให้ออกไปยืนเล่าเรื่องต่าง ๆ หน้าชั้นเรียน   หรือให้รายงานความรู้ที่ต้องนำมาจัดเรียบเรียงใหม่อย่างเป็นระบบระเบียบ  เพราะไม่สามารถจะทำได้    การสอนโดยการบรรยายตลอดชั่วโมง  จะยิ่งทำให้เด็กเหล่านี้มีปัญหามากขึ้น  ครูจึงควรช่วยเหลือพวก Kinesthetic learner ให้เรียนรู้ได้มากขึ้น  โดยการให้แสดงออกหรือให้ปฏิบัติจริง  เช่น ให้เล่นละคร แสดงบทบาทสมมติ สาธิต ทำการทดลอง  หรือให้พูดประกอบการแสดงท่าทาง  เป็นต้น
ส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านการฟัง  (Auditory learning)
  ให้ฝึกทักษะในการฟัง
  ฝึกทักษะในการจดโน้ตย่อ
  ฝึกสมาธิในการฟังคำบรรยาย
  เรียนวิชาที่เกี่ยวกับการพูดในที่สาธารณะ
  พกสมุดโน้ตเล่มเล็ก ๆ เพื่อคอยจดข้อมูลที่ได้จากการฟัง
  สรุปเนื้อหาสาระที่ได้จากการฟัง
-  ศึกษาบทเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีลักษณะเป็น
 Auditory learner

กาส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านการมองเห็น  (Visual learning)
-  ให้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีเขียนและเวลาที่เหมาะสมในการ
เขียนแผนภาพ
-  เรียนรู้วิธีทำแผนผังความคิด (Mapping)
-  นำโน้ตย่อที่จดไว้จากกระดานดำมาคัดลอกหรือมาเขียนซ้ำใหม่หลาย ๆ ครั้ง
-  ศึกษาการทำงานของภาพลายเส้น
-  ศึกษาบทเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีลักษณะเป็น Visual learner
-  เรียนรู้วิธีสังเกตและวิธีอ่านภาพทั่วไปและภาพลายเส้น

ส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านการลงมือปฏิบัติ
 (Pragmatic learning)
  พัฒนาทักษะในการจัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ
  ตั้งเป้าหมายและกำหนดเวลาให้แน่นอน
  เขียนสรุปย่อเกี่ยวกับกระบวนการและวิธีในการปฏิบัติ
  ใช้เวลาแต่ละสัปดาห์ในการจัดการกับอุปกรณ์การเรียนวิชาต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
  ศึกษาร่วมกับเพื่อนที่ชอบลงมือปฏิบัติเหมือนกัน
  ใช้โครงร่างในการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ

3. ความฉลาด



ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences)
อารี สัณหฉวี (2552) เยาวพา เดชะคุปต์ (2554) และ             ทิศนา แขมมณี (2556) ได้กล่าวถึง เชาว์ปัญญา ตามแนวคิดของการ์ดเนอร์ มีดังนี้
เชาวน์ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
หมายถึง ความสามารถในการไวต่อภาษาพูดและภาษาเขียน ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อบรรลุเป้าหมาย รวมถึง ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อแสดงออกถึง          ความเป็นตัวตน ทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง และการใช้ภาษา             เป็นแนวทางในการจดจำข้อมูล   
เชาวน์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองส่วนที่เรียกว่า “Broca’s Area” สติปัญญาด้านนี้แสดงออกทางความสามารถในการอ่าน การเขียน การพูดอภิปราย การสื่อสารกับผู้อื่น การใช้คำศัพท์ การแสดงออกของความคิด การประพันธ์      
การแต่งเรื่อง การเล่าเรื่อง เป็นต้น
2.  เชาว์ปัญญาด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logical Mathematical Intelligence)
หมายถึง ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาเชิงตรรกะ การแก้โจทย์ปัญหา การทดสอบหัวข้อต่างๆ เชิงวิทยาศาสตร์ การจับแบบแผน การเข้าใจเชิงเหตุผลการอนุมาน การคิดเชิงตรรกะ ปัญญาด้านนี้จะเชื่อมโยงกับการคิดเชิงวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
ผู้ที่มีอัจฉริยภาพด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ มักจะคิดโดยใช้สัญลักษณ์ มีระบบระเบียบในการคิด ชอบคิดวิเคราะห์ แยกแยะสิ่งต่างๆ ให้เห็นชัดเจน ชอบคิดและทำอะไรตามเหตุผล เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ง่าย ชอบและทำคณิตศาสตร์ได้ดี
3.  สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)
หมายถึง ความสามารถในการรู้จักและใช้แบบแผนของที่ว่างและบริเวณได้อย่างเหมาะสม
เชาวน์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวา และแสดงออกทางความสามารถด้านศิลปะ การวาดภาพ                   
การสร้างภาพ การคิดเป็นภาพ การเห็นรายละเอียด การใช้สี การสร้างสรรค์งานต่างๆ และมักจะเป็นผู้มองเห็น                           วิธีแก้ปัญหาในมโนภาพ
เชาวน์ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
หมายถึง  ความสามารถในการใช้ทักษะในการแสดงออก การแต่งและการชื่นชมในแบบแผนของดนตรี และจังหวะดนตรี การ์ดเนอร์เชื่อว่าปัญญาด้านดนตรีควรจะมีอยู่ใน               ทุกโครงสร้างเช่นเดียวกับปัญญาด้านภาษา
เชาวน์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวา แต่ยัง                 ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ บุคคลที่มีสติปัญญาทางด้านนี้ จะแสดงออกทางความสามารถในด้านจังหวะ  การร้องเพลง การฟังเพลงและดนตรี การแต่งเพลง การเต้น และมีความไวต่อการรับรู้เสียง และจังหวะต่างๆ
เชาวน์ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ (Bodily-Kinesthetic Intelligence)
หมายถึง ความสามารถในการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการแก้ปัญหา และความสามารถทางสมองในการประสานสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งสมองและกิจกรรม
ด้านร่างกายจะมีความสัมพันธ์กัน
เชาวน์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองส่วนที่เรียกว่าคอร์เท็กซ์ โดยด้านซ้ายควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายซีกขวา และด้านขวาควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย              ซีกซ้าย สติปัญญาทางด้านนี้สังเกตได้จากความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ในการเล่นกีฬา และเกมต่าง ๆ การใช้ภาษาท่าทาง การแสดง การเต้นรำ ฯลฯ
เชาวน์ปัญญาด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Intelligence)
หมายถึง ความสามารถที่เกี่ยวกับความตั้งใจ การกระตุ้น และแรงปรารถนาของผู้อื่น ความสามารถในด้านนี้จะช่วยให้คนเราสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับผู้อื่น
เชาว์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองส่วนหน้า ความสามารถที่แสดงออกทางด้านนี้ เห็นได้จาก                            การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การทำงานกับผู้อื่น การเข้าใจและเคารพผู้อื่น การแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการจัดระเบียบ               ผู้มีความสามารถทางด้านนี้ มักเป็นผู้ที่มีความไวต่อความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
เชาว์ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจตนเอง การชื่นชมความรู้สึก ความกลัว และแรงเสริมในความคิดของ                   การ์ดเนอร์ เขาเชื่อในรูปแบบเกี่ยวกับตัวตนของเราที่มีประสิทธิภาพ และความสามารถในการใช้ข้อมูลต่างๆ               เพื่อพัฒนาตนเอง
บุคคลที่มีความสามารถในการเข้าใจตนเอง มักเป็นคนที่ชอบคิด พิจารณาไตร่ตรอง มองตนเอง และทำความเข้าใจถึงความรู้สึกและพฤติกรรมของตนเอง มักเป็นคนที่มั่นคงในความคิดความเชื่อต่างๆ จะทำอะไรมักต้องการเวลาในการคิดไตร่ตรอง และชอบที่จะคิดคนเดียว ชอบความเงียบสงบสติปัญญาทางด้านนี้ มักเกิดร่วมกับสติปัญญาด้านอื่น                         มีลักษณะเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างเชาว์ปัญญา อย่างน้อย                      2 ด้านขึ้นไป
8.  เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)
หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และปรากฏการณ์ธรรมชาติ เข้าใจความสำคัญของตนเองกับสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงความสามารถของตนที่จะมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ เข้าใจถึงพัฒนาการของมนุษย์ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย เข้าใจและจำแนกความเหมือนกันของสิ่งของ เข้าใจการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของสสาร
เชาวน์ปัญญาด้านนี้เป็นความสามารถในการสังเกตสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ การจำแนกแยกแยะ จัดหมวดหมู่ สิ่งต่างๆ รอบตัว บุคคลที่มีความสามารถทางนี้ มักเป็นผู้รักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ ตระหนักในความสำคัญของสิ่งแวดล้อมรอบตัว และมักจะชอบและสนใจสัตว์ ชอบเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
9.  ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence)
เป็นปัญญาด้านสุดท้ายที่การ์ดเนอร์นำเสนอใน                      ค.. 1999 ในหนังสือชื่อ “Intelligence Reframed” และ
Changing Minds” หมายถึง ความไวและความสามารถในการจับประเด็นคำถามที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ เช่น ความหมายของชีวิต ทำไมคนเราจึงตาย และเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เด็กที่เรียนรู้บริบทของการดำรงคงอยู่ของมนุษย์มักจะถามคำถามว่า “ทำไมเราอยู่ที่นี่” และ “เรามีบทบาทอะไรบ้างในโลกนี้” ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับตัวเอง (Deep Self-Awareness) ความเข้าใจความสัมพันธ์ของร่ายกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เข้าใจสัจธรรมของโลกและชีวิต ซึ่งสติปัญญาข้อนี้จะแสดงให้เห็นได้ในหลักของปรัชญาต่างๆ
เชาว์ปัญญาด้านนี้เป็นการศึกษาความสามารถในการศึกษา ความหมายของชีวิต และจักรวาล ศึกษาความหมายของความตาย และประสบการณ์อันลึกซึ้งเกี่ยวกับความรัก ความเมตตา และศิลปะ
เนื่องจากเชาว์ปัญญาแต่ละด้านถูกควบคุมโดยสมอง ส่วนต่างๆ กัน ดังนั้น หากสมองส่วนใดถูกทำลาย ความสามารถในด้านที่สมองส่วนนั้นควบคุมก็จะได้รับ ความกระทบกระเทือนหรือเสียไปด้วย สำหรับสมองส่วนที่
ไม่ถูกทำลาย ความสามารถในส่วนที่สมองนั้นควบคุมก็จะยังเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม เชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่ได้ทำงาน                     แยกจากกัน แต่มักจะทำงานในลักษณะผสมผสานกันไปแล้วแต่กิจกรรมที่ทำอยู่ว่าต้องการสติปัญญาส่วนใดบ้าง การ์ดเนอร์เชื่อว่า ในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้จะดูเหมือนว่าใช้เชาว์ปัญญาด้านหนึ่งด้านใดอย่างชัดเจน                  แต่แท้จริงแล้วต้องอาศัยเชาวน์ปัญญาหลาย ๆ ด้าน ผสมผสานกัน เช่น นักดนตรีที่ประสบความสำเร็จ แม้จะ                  ดูเหมือนว่า ต้องอาศัยเชาวน์ปัญญาด้านดนตรี แต่จริงๆ แล้ว การประสบความสำเร็จยังอาจต้องอาศัยเชาวน์ปัญญา                  ด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้านภาษา และด้านการเข้าใจตนเองด้วย
ที่มา:       ทิศนา  แขมมณี. (2556). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
                เยาวพา เดชะคุปต์. (2554). พหุปัญญา มองคุณค่าทุกความต่าง. กรุงเทพฯ: สาราเด็ก.
                อารี สัณหฉวี. (2552). พหุปัญญาประยุกต์. กรุงเทพฯ: สมาคมเพื่อการศึกษาเด็ก.


การประยุกต์ใช้ทฤษฎีในการเรียนการสอน (ทิศนา แขมมณี, 2556)  
เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีเชาวน์ปัญญาแต่ละด้าน     ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอนควรมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายที่สามารถส่งเสริม                   เชาวน์ปัญญาหลายๆ ด้าน มิใช่มุ่งพัฒนาแต่เพียง                      เชาวน์ปัญญาด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ดังเช่นในอดีต เรามักจะมีการเน้นการพัฒนาด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์หรือ              ด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ อันเป็นการพัฒนาสมองซีกซ้ายเป็นหลัก ทำให้ผู้เรียนไม่มีโอกาสพัฒนาเชาวน์ปัญญาด้าน      อื่นๆ เท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เรียนที่มีเชาวน์ปัญญาด้านอื่นสูงจะขาดโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาในด้านที่ตนมีความสามารถหรือถนัดเป็นพิเศษ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการของสติปัญญาหลายๆ ด้าน จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคน
มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งช่วย  ส่งเสริมอัจฉริยภาพหรือความสามารถเฉพาะตนของผู้เรียนไปในตัว
2.  เนื่องจากผู้เรียนมีระดับพัฒนาการในเชาวน์ปัญญา แต่ละด้านไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องจัดการเรียน การสอนให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการในแต่ละด้านของผู้เรียน ตัวอย่างเช่น เด็กที่มีเชาวน์ปัญญาด้านดนตรีสูงจะพัฒนาปัญญาด้านดนตรีของตนไปอย่างรวดเร็วต่างจาก            เด็กคนอื่นๆ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน             เด็กที่มีขั้นพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งสูง ควรต้องแตกต่างไปจากเด็กที่มีขั้นพัฒนาการในด้านนั้นต่ำกว่า
3.      เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เหมือนกัน การผสมผสานของความสามารถด้านต่างๆ ที่มีอยู่ไม่เท่ากันนี้ ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ (Uniqueness) หรือลักษณะเฉพาะของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน หรืออีกนัยหนึ่ง เอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลทำให้แต่ละคนแตกต่างกัน และความแตกต่างที่หลากหลาย (Diversity) นี้ สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ดังนั้น กระบวนการคิดที่ว่าคน
นี้โง่ หรือเก่งกว่าคนนั้นคนนี้จึงควรจะเปลี่ยนไป การสอน ควรเน้นการส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของผู้เรียน ครูควรสอนโดยเน้นให้ผู้เรียนค้นหาเอกลักษณ์ของตน ภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของตนเอง และเคารพในเอกลักษณ์ของผู้อื่น  รวมทั้ง เห็นคุณค่าและเรียนรู้ที่จะใช้ความแตกต่างของแต่ละบุคคลให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่นนี้ ผู้เรียนก็จะเรียนรู้อย่างมีความสุข มีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง เห็นคุณค่าในตนเอง ในขณะเดียวกันก็มีความเคารพในผู้อื่น และอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลกัน
4.      ระบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากแนวคิดเดิมที่ใช้การทดสอบเพื่อวัดความสามารถทางเชาวน์ปัญญาเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น และที่สำคัญคือ ไม่สัมพันธ์กับบริบทที่แท้จริงที่ใช้ความสามารถนั้นๆ ตามปกติ วิธีการประเมินผลการเรียน          การสอนที่ดี ควรมีการประเมินหลายๆ ด้าน และในแต่ละด้านควรเป็นการประเมินในสภาพการณ์ของปัญหาที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยอุปกรณ์ที่สัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาด้าน             นั้น ๆ การประเมินจะต้องครอบคลุมความสามารถในการ
แก้ปัญหา หรือการสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้อุปกรณ์ที่สัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาด้านนั้น อีกวิธีหนึ่งคือการให้เรียนอยู่ในสภาพการณ์ที่ซับซ้อนซึ่งต้องใช้สติปัญญาหลายด้าน หรือการให้อุปกรณ์ซึ่งสัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาหลายๆ ด้าน และสังเกตดูว่า ผู้เรียนเลือกใช้เชาวน์ปัญญาด้านใด หรือศึกษาและใช้อุปกรณ์ซึ่งสัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาด้านใด              มากเพียงไร




ใบงานที่ 3 การวิเคราะห์ทฤษฎีการเรียนรู้

คำชี้แจง  จงศึกษาและวิเคราะห์ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ที่ใช้ในการออกแบบหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ แล้วเขียนผลการวิเคราะห์ รวมทั้งแนวทางการนำไปใช้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ลงในตารางต่อไปนี้

ชื่อทฤษฎี
สาระสำคัญของทฤษฎี
แนวทางการนำไปใช้ในการออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน(Team-Based Learning)
 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน(Team-Based Learning) เป็นรูปแบบการสอนที่เน้นการร่วมมือกันในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์การทำงานร่วมกันเป็นทีมย่อย ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเชิงลึก และเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีความสามารถในการทำงานเป็นทีม สนับสนุนพัฒนาการระหว่างบุคคลและทักษะของทีม ทั้งช่วยในการพัฒนาทักษะการรู้คิดของผู้เรียนในห้องเรียนขนาดใหญ่ให้มีระดับสูงขึ้น มีการช่วยเหลือทางสังคมสำหรับผู้เรียนที่มีความเสี่ยง และส่งเสริมความกระตือรือร้นของผู้สอน (Michaelsen, 2008)
ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานมีวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากเดิม  กล่าวคือ เดิมมุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในเนื้อหาเป็นหลัก  แต่ในการเรียนรู้แบบทีม จะต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้เนื้อหาได้ด้วย  โดยผู้สอนต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดข้อมูล มาเป็นผู้คิด และบริหารจัดการในกระบวนการเรียนรู้  ส่วนผู้เรียนต้องปรับบทบาท คือนอกจากจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการศึกษาเนื้อหาความรู้ด้วยตนเองแล้ว  ยังต้องมีความรับผิดชอบในการทำงานร่วมกันกับทีมด้วย เพื่อนำเนื้อหาความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง   
หลักการสำคัญในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน  มี 4 ประเด็น ดังนี้   (Michealsen, 2004)
                1. การจัดแบ่งและบริหารกลุ่ม 
                การจัดแบ่งกลุ่มควรกำหนดขนาดให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถมอบหมายงานในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งโดยปกติจะจัดสมาชิกกลุ่ม ๆ ละประมาณ 5-7 คน เพื่อให้เหมาะสมกับภาระงาน และสมาชิกกลุ่มมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นได้เหมาะสม  ในการจัดแบ่งกลุ่มที่ดี ผู้สอนควรคำนึงถึงข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคในการสร้างความสามัคคี ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญของผู้เรียนในการเรียนรู้เป็นทีม คือ การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา การแบ่งปันข้อมูลและความรู้  แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ในหัวข้อที่ได้ศึกษา โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือความสำเร็จของทีม
                2.การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความพร้อมในความรับผิดชอบ
                ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานผู้สอนจะต้องกำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง และทีม  โดยสร้างกลไกในการกำกับติดตามคุณภาพของทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่ม  และส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นว่าคุณภาพของงานมีความสำคัญกับผู้เรียน ตั้งแต่ก่อนเรียน  ระหว่างเรียน และหลังจากสิ้นสุดการเรียน  กล่าวคือผู้เรียนจะต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าชั้นเรียน มีความตั้งใจและการทุ่มเทในการทำงานกลุ่มให้แล้วเสร็จ ตลอดจนการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในทีมอย่างสร้างสรรค์ โดยผู้เรียนทุกคนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจในเนื้อหาตามหัวข้อสำคัญที่ผู้สอนได้มอบหมายก่อนเข้าชั้นเรียน และผู้สอนจะประเมินการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนเมื่อเข้าชั้นเรียนครั้งแรกของแต่ละหัวข้อ โดยใช้กระบวนการประกันความพร้อมก่อนการเรียน (Readiness Assessment Test : RAT)  กล่าวคือให้ผู้เรียนแต่ละคนทำแบบทดสอบเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษา ในช่วงต้นของทุกหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้ข้อสอบที่เป็นปรนัย โดยใช้เวลาในการทำข้อสอบประมาณ 20 นาที  และหลังจากส่งคำตอบไปแล้ว  ให้นำแบบทดสอบนั้นไปอภิปรายในกลุ่มเพื่อหามติที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม กิจกรรมนี้ต้องการให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในเรื่องที่อ่านจนสามารถอธิบายผู้อื่นได้  ทั้งเป็นการส่งเสริมความรับผิดชอบของผู้เรียนเป็นรายบุคคลและส่งเสริมการทำงานเป็นทีมอีกด้วย  ซึ่งผู้เรียนทุกคนจะถูกประเมินการมีส่วนร่วมเป็นรายบุคคล ส่วนทีมจะถูกประเมินเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพของงาน  ผลการประเมินทั้งหมดของผู้เรียนจะใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินการเรียน
                3. การมอบหมายงานที่สร้างการเรียนรู้และพัฒนาการทำงานเป็นทีม
                การมอบหมายอย่างเหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ งานที่มอบหมายให้กับทีมควรเป็นงานที่ความสำเร็จของงานเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกภายในกลุ่ม ต้องการการตัดสินใจร่วมกันของกลุ่ม ซึ่งต้องอาศัยการระดมความคิดที่หลากหลาย และควรเป็นงานที่สามารถนำเสนอผลการตัดสินใจในรูปแบบที่ไม่สลับซับซ้อน   เพื่อส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกภายในกลุ่ม  และการออกแบบงานกลุ่มที่เหมาะสมควรช่วยลดปัญหาความขัดแย้งของสมาชิกภายในกลุ่ม หรือการไม่รับผิดชอบงานของสมาชิกบางคน

                4 การประเมินผลผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
                ผู้สอนควรจัดทำแผนการประเมินและกำหนดเวลาสำหรับการประเมินผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและพัฒนาการทำงานของทีม  ซึ่งการประเมินผู้เรียนมี 2 ลักษณะ คือ การประเมินผลการทดสอบความพร้อม (Readiness Assessment  test : RAT) และการประยุกต์ใช้ความรู้ (Apply - focused team assignments) เพื่อติตามผลการเรียนรู้และการทำงานเป็นทีม ในการประเมินทั้งความพร้อม และการประยุกต์ใช้ความรู้ ควรประกาศผลการทดสอบทันที ให้ทราบกันทั้งชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนและทีมเห็นถึงประสิทธิผลของการเรียนรู้ ทั้งช่วยให้สมาชิกภายในทีมร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนางาน ซึ่งเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของทีมและพยายามรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด (Michealsen, 2004)
                นอกจากนี้หลักการในการออกแบบการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน ผู้สอนต้องออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ใหม่ทั้งรายวิชา หรือเป็นกลุ่มหัวข้อที่ต้องการเพื่อให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ พัฒนาทักษะการคิดที่สูงขึ้นและพัฒนาการทำงานเป็นทีม โดยใช้หลัก the Three's S (Michaelson and others, 2008) ดังนี้
                                1. มอบหมายพร้อมกันทีเดียวทั้งชั้น(Sameness) เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนมีหัวข้อที่ใช้ในการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เอื้อให้สามารถเปรียบเทียบคำตอบระหว่างกลุ่ม และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากบทเรียนและข้อมูลย้อนกลับของกลุ่มอื่น
                                2. ออกแบบชิ้นงานที่ให้ผู้เรียนสามารถนำแนวคิดที่ได้จากการเรียนรู้ไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจง (Specific choice)ทั้งนี้เพื่อฝึกให้ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะการคิดในระดับที่สูงขึ้น เช่น ปัญหาที่มีหลายทางเลือกที่ผู้เรียนจะต้องตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
                                3. ให้ผู้เรียนรายงานผลพร้อมกัน  (Simultaneously report) ซึ่งทำให้ผู้เรียนต้องพยายามหาเหตุผลสนับสนุนคำตอบของตน ทั้งทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากข้อมูลย้อนกลับจากการเปรียบเทียบคำตอบและเหตุผลสนับสนุนกับกลุ่มอื่น  ดังนั้นผู้สอนอาจกำหนดสถานการณ์ให้ผู้เรียนระบุทางเลือกพร้อมอธิบายเหตุผลประกอบ และให้เวลาผู้เรียนเพื่อซักถามเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนทางเลือกของกลุ่มอื่น ๆ ที่นำเสนอ

ที่มา  Michaelsen, L. K., Knight, A. B., and Fink, L. D. Team-Based Learning: A Transformative Use of Small Groups in College Teaching. Sterling, Va.: Stylus, 2004
  Birmingham, C., and McCord, M. “Group Process Research: Implications for Using Learning Groups.” In L. K. Michaelsen, A. B. Knight, and L. D. Fink (eds.), Team-Based Learning: A Transformative Use of Small Groups in College Teaching. Sterling, Va.: Stylus,
2004. 
Published online in Wiley InterScience (www.interscience.wiley.com) • DOI: 10.1002/tl.330

 แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน ควรกำหนดทั้งก่อนเข้าชั้นเรียน ระหว่างดำเนินการเรียนการสอน ทั้งในชั่วโมงแรกของชั้นเรียน และช่วงการจัดการเรียนการสอนของแต่ละหน่วยการเรียนรู้หลัก ดังนี้
1. ช่วงก่อนเข้าชั้นเรียน 
                ในช่วงนี้ผู้สอนควรเตรียมแผนการเรียนรู้  ในส่วนของการแบ่งเนื้อหาการเรียนรู้ระดับมหภาพ (Macro units) ระบุเป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และออกแบบระบบการประเมินผล ดังนี้
1.1 การแบ่งเนื้อหาการเรียนรู้ ผู้สอนควรแบ่งหัวข้อในรายวิชาให้เป็นหน่วยเนื้อหาหลัก และ แต่ละหน่วยมีเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์กัน โดยผู้สอนจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่าต้องการให้ผู้เรียนรู้อะไรบ้าง แต่ละเรื่องจำเป็นต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ต้องออกแบบกิจกรรมนอกชั้นเรียนและในชั้นเรียนอย่างไร แต่ละหน่วยการเรียนรู้จะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ประเภท  คือ กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนเรียน  การออกแบบและจัดกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ทั้งในรายบุคคล และป็นทีม โดยกำหนดแผนการดำเนินการเรียนรู้ของแต่ละหัวข้อ ดังนี้ (Michealsen, 2004)
1.1.1 ศึกษาเนื้อหาเบื้องต้นด้วยตนเองในส่วนที่เป็นหลักการ กรอบแนวคิด  ในหัวข้อที่มอบหมาย
1.1.2 ทดสอบความพร้อมรายบุคคล
1.1.3 ทำกิจกรรมการแก้ปัญหาระดับง่าย โดยใช้กระบวนการทำงานเป็นทีม
1.1.4 ทำกิจกรรมแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น โดยใช้กระบวนการทำงานเป็นทีม
1.1.5 ทบทวน
1.1.6 สอบ
1.2 กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้  ได้แก่ วัตถุประสงค์เกี่ยวกับสมรถนะของผู้เรียนเมื่อได้เรียนรู้ของเนื้อหาในแต่ละหัวข้อ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่สำคัญที่สุด และวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับหลักการ คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ผู้เรียนใช้เป็นฐานในการพัฒนาสมรรถนะตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ในการกำหนดวัตถุประสงค์นี้ จะช่วยลดแรงต่อต้านจากผู้เรียนในการศึกษาเนื้อหาเบื้องต้นด้วยตนเอง และเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของเนื้อหาที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะและการประยุกต์ใช้ความรู้ ดังนั้นผู้สอนจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าหลังสิ้นสุดการเรียนรู้แล้วต้องการให้ผู้เรียนสามารถทำสิ่งใดได้
1.3วางแผนการออกแบบการประเมินผล  ซึ่งระบบการประเมินผลจะต้องไม่สร้างความวิตกกังวลทั้งกับผู้เรียนและผู้สอน โดยเฉพาะผลที่เกิดกับคนที่ไม่ทำงานในทีม  ซึ่งในการประเมินควรแบ่งการให้คะแนนออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.3.1 การประเมินรายบุคคล  โดยประเมินผลงานของผู้เรียนเฉพาะบุคคล  และการมีส่วนร่วมต่อความสำเร็จของทีม
1.3.2 การประเมินผลงานของทีม
2. การดำเนินการเรียนการสอน
2.1 เริ่มดำเนินการสอนในชั่วโมงแรก  ซึ่งเป็นขั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานในขั้นนี้ คือ
2.1.1 เพื่ออธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจถึงเหตุผลในการเลือกใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นทีม และลักษณะสำคัญการวิธีการสอนแบบทีม ในภาพรวม ครอบคลุมถึงวิธีดำเนินการ การบริหารจัดการในชั้นเรียน  ระบบการประเมินผล และลำดับการมอบหมายงาน
2.1.2 เพื่อจัดแบ่งกลุ่ม โดยผู้สอนจะต้องศึกษาคุณลักษณะของผู้เรียนในส่วนที่เป็นจุดเสริม และข้อจำกัดในการทำกิจกรรมกลุ่มเช่น ประสบการณ์การทำงานของผู้เรียน ผลการเรียนในวิชาที่เกี่ยวข้อง พื้นฐานของครอบครัวและขนบธรรมเนียมต่าง ๆ  และนำคุณลักษณะดังกล่าว มากระจายผู้เรียนให้ผู้เรียนทุกกลุ่มมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด  ในการจัดกลุ่มไม่ควรจัดให้ขนาดเล็กหรือใหญ่จนเกินไป โดยทั่วไปจะกำหนดสมาชิกประมาณ 5-7 คน และควรจัดกลุ่มต่อหน้าผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกถึงความโปร่งใสในการตัดสินใจ
2.1.3 เพื่อชี้แจงระบบการวัดและประเมินผล  ซึ่งจะช่วยลดความกังวลของผู้เรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน  ซึ่งผู้เรียนมักกังวลกับภาระงานที่มากขึ้นหากทำงานแบบกลุ่มย่อย อย่างไรก็ตามการประเมินผู้เรียนในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ทีมเป็นฐานผู้สอนต้องชี้ให้ผู้เรียนคลายความกังวลว่า  สัดส่วนการให้คะแนนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ คะแนนที่เป็นผลงานเฉพาะบุคล ได้แก่ ผลสอบความพร้อมของผู้เรียน และการมีส่วนร่วมกับทีม ซึ่งอาจประเมินโดยผู้ร่วมทีม  และคะแนนที่เป็นผลงานของกลุ่ม ได้แก่ ตัวชิ้นงาน การอภิปรายแลการตัดสินใจร่วมกัน นอกจากนี้การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนเป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดความวิตกกังวลของผู้เรียน
2.2 ช่วงของการจัดการเรียนรู้แต่ละหน่วยการเรียนรู้หลัก ในขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาในรายวิชาและเพื่อพัฒนาทีมให้ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองได้โดยใช้กระบวนการ ดังต่อไปนี้
2.2.1 ใช้กระบวนการประกันการเตรียมความพร้อม (Readiness Assurance Process) ซึ่งเป็นกิจกรรมแรกของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ โดยประกอบด้วยกิจกรรมย่อย ดังนี้
1) การมอบหมายงานให้ผู้เรียนได้ก่อนการเข้าชั้นเรียนศึกษาเนื้อหาก่อนล่วงหน้าด้วยตนเองก่อนการเรียนในชั้นเรียน 
2) ให้ผู้เรียนแต่ละคนทำแบบทดสอบเพื่อประเมินความพร้อมก่อนเรียน (Readiness Assessment  Test) ของเนื้อหาที่ได้มอบหมายให้ศึกษาก่อนล่วงหน้า
3) ให้ผู้เรียนทุกคนอภิปรายเหตุผลการตอบแบบทดสอบกับกลุ่ม สำหรับคำตอบที่ได้เลือก ซึ่งทำให้สมาชิกได้ประโยชน์จากมุมมองและเข้าใจในเนื้อหาความรู้มากยิ่งขึ้น
4) การให้ข้อมูลกลับของทีม โดยเฉพาะ การสะท้อนกลับในข้อที่ตอบผิดโดยแสดงเหตุผลที่ชัดเจน ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์ให้ทีมได้มีโอกาสทบทวนหลักการและแนวคิดของบทเรียนร่วมกันอีกครั้ง
2.2.2 มอบหมายให้ผู้เรียนทำงานกลุ่มที่เน้นทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อน  ซึ่งต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้ได้การตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม และสามารถนำเสนอผลการตัดสินใจในรูปแบบที่ไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป และสามารถเปรียบเทียบผลกับกลุ่มอื่นได้ ซึ่งหลักในการออกแบบงาน จะต้องเป็นงานที่มีความสำคัญ ใช้ประเด็นปัญหาเดียวกันสำหรับทั้งผู้เรียนเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม เป็นปัญหาที่ต้องหาข้อสรุปที่เฉพาะเจาะจง และจัดให้มีการรายงานผลของแต่ละกลุ่มในเวลาเดียวกัน
2.2.3 ส่งเสริมการสร้างบรรทัดฐานที่ดีของทีม โดยการจัดทำแฟ้มข้อมูลของทีมและการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก ซึ่งพฤติกรรมที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน คือการเตรียมความพร้อมก่อนเรียน และความสม่ำเสมอในการเข้าชั้นเรียน ดังนั้นในการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาพฤติกรรมของตนเอง ผู้สอนควรประเมินและสะท้อนกลับอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการมีแฟ้มข้อมูลของทีมเพื่อรวบรวมสถิติการเข้าชั้นเรียน และคะแนนต่าง ๆจากการทดสอบความพร้อมของผู้เรียนแต่ละคนและของทีม  ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้สมาชิกในทีมได้หาแนวทางในการช่วยเหลือกันภายในทีม
2.3 ช่วงท้ายของการเรียนรู้ ผู้สอนควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ทบทวนประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดการเรียนการสอนที่ผ่าน ในประเด็น ของแนวคิดหลัก การประยุกต์ใช้ความรู้ คุณค่าของการทำงานเป็นทีม กระบวนการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนพฤติกรรมที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาตนเองของผู้เรียน
จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานจะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการส่งเสริมความจำระยะยาว และถือว่าเป็นระบบการช่วยเหลือผู้เรียนที่มีความเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการเรียนรู้  นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางสังคม การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้ผู้สอนมีความกระตือรือร้นในการสอนจากพลังการใฝ่รู้ของทีมผู้เรียน 
การจัดการเรียนรู้ด้วยความท้าทาย(Challenge -Based Learning)
การเรียนรู้โดยเน้นสถานการณ์ปัญหาหรือการแก้ปัญหาเป็นฐาน โดยเน้นให้ผู้เรียนได้ออกแบบและลงมือกระทำด้วยตนเอง โดยมีกรอบแนวคิด คือ
ไอเดียที่ยิ่งใหญ่ (Big idea)
คำถามสำคัญ (Essential question)
ความท้าทาย (The challenge)
-  การตั้งคำถามย่อย (Guiding question)
-  การดำเนินการหาคำตอบ (Guiding activities)
-  แหล่งข้อมูลที่จะหาคำตอบ (Guiding resources)
คำตอบและการนำคำตอบไปใช้ (Solutions and Action)
การประเมินผล (Assessment)
 -   นำเสนอตัวอย่างของนักเรียน  (Publishing – Student Samples)
 -  นำเสนอผลสะท้อนหรือเอกสารของนักเรียน (Publishing – Student
Reflection/Documentation)

เอกสารอ้างอิง
Johnson, Laurence F .; Smith, Rachel S .; Smythe, J . Troy; Varon, Rachel K . (2009) .Challenge-Based Learning: An Approach for Our Time. Austin, Texas: The New Media Consortium .
http://www.e-manage.mju.ac.th/openFile.aspx?id=NjUyNTk=.   (เข้าถึงเมื่อ 19 กันยายน 2557)(ข้อสังเกต รูปแบบนี้มักใช้กับนักเรียนชั้นสูง)



คุณครูให้ผู้เรียนได้คิดออกแบบกิจกรรมโดยเป็นสถานการณ์ปัญหาของโลกที่แท้จริง โดยแต่ละขั้นตอนมีแนวทางดำเนินการดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 จากความคิดสุดยอด(Big Idea) สู่การท้าทาย เริ่มต้นจากการทำงานร่วมกันกับนักเรียนเพื่อที่จะระบุความคิดสุดยอด ความคิดสุดยอดหมายถึงความคิดที่สำคัญต่อสังคม ชุมชน ประชากรโลก หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องของนักเรียน สามารถทำการค้นคว้าเพื่อที่จะได้รับความรู้ในระเบียบที่หลากหลาย และมีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานในระดับการศึกษาของตนเอง ความคิดสุดยอดนี้อาจจะเริ่มต้นจากข่าวสำคัญๆในช่วงระยะเวลานั้นๆ
ตัวอย่างของความคิดสุดยอด เช่น
ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ อาหาร พลังงาน และอากาศ
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง
ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย การฟื้นตัว และการเติบโต
ธรรมชาติของมนุษย์เป็นต้น
หลังจากนั้น ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเพื่อที่จะสร้างคำถามสำคัญ โดยส่วนนี้เป็นการเชื่อมต่อระหว่างชีวิตของนักเรียน และความคิดสุดยอด คำถามที่สร้างขึ้นมาต้องเป็นคำถามที่สามารถตอบได้โดยกระบวนการค้นคว้า ช่วยให้นักเรียนสามารถเน้นจุดสำคัญต่อความคิดของพวกเขา และสามารถสร้างกรอบแนวคิดเพื่อการท้าทาย

ขั้นตอนที่ 2 เป็นคำถามนำเพื่อตั้งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการท้าทายโดย
นักเรียนระบุคำถามที่ในเชิงแนวทาง รวมทั้งระบุแหล่งข้อมูล กิจกรรมต่างๆ ที่่จำเป็นเพื่อที่จะได้ตอบคำถามดังกล่าวได้ โดยเตือนนักเรียนอยู่เสมอๆว่าพวกเขามีทางเลือกหลายทางในการตอบคำถาม
คำถามสำคัญ
กิจกรรมที่จำเป็นในการตอบคำถาม
ระบุทรัพยากรที่จำเป็นในการตอบคำถาม

ขั้นตอนที่ 3หาแนวทางแก้ปัญหา
ระดมสมอง เลือก และวางแผน (สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งของ CBL คือการมีทางเลือกหลายทาง แล้วหาทางแก้จากทางเลือกนั้นๆเพียงทางเลือกเดียว)โดยการ
-  ตั้งคำถามย่อยเพื่อให้เกิดการกระตุ้นให้คิดและต่อยอดความคิดแก้ปัญหา
      -  ดำเนินการเพื่อให้เกิดการตอบคำถามย่อย
      -  หาแหล่งข้อมูลอ้างอิงเพื่อให้เกิดการตอบคำถามย่อย

ขั้นตอนที่ 4 คำตอบและการนำเอาคำตอบไปใช้
หลังจากระบุทางเลือกแล้ว นักเรียนจะนำเอาทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาไปใช้ วัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนคิดให้เห็นว่าอะไรใช้ได้ อะไรใช้ไม่ได้ และให้ระบุว่าพวกเขามีความก้าวหน้าในการศึกษานี้หรือไม่ เมื่อพวกเขาทำเสร็จกระบวนการแล้วก็ให้พวกเขานำเอาการสะท้อนคิดที่ได้ นำไป แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่น ๆ
เคล็ดลับสำหรับขั้นตอนนี้ได้แก่ การแจ้งข้อมูลให้กับสมาชิกทุกคนทราบ การสอนให้นักเรียนเข้าใจประเภทข้อมูล วิธีการเก็บข้อมูล การใช้ เทคโนโลยี

ขั้นตอนที่ 5การประเมินผล โดยการนำเสนอผลลัพธ์และผลของการสะท้อนคิดของนักเรียน
การสะท้อนคิดอาจใช้วิธีการใดก็ได้เช่น การเขียน ชิ้นงาน การนำเสนอ การอภิปราย การทำวิดีโอการอัดเสียง เป็นต้น