วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บันทึก...บริบทและสภาพจริงของการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา


บันทึก...บริบทและสภาพจริง
ของการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา
ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน - 29 กรกฎาคม 2559
ในระหว่างการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
...................
 จริยา ทองหอม
26/07/2559

        บันทึกนี้เขียนขึ้นจากการวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาที่ผู้เขียนทำการสอน และให้ความสนใจในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษาในระหว่างการดำรงตำแหน่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนี้
        จากการวิเคราะห์การจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในระบบ มีลักษณะ ดังนี้
1. สถานศึกษาได้ดำเนินการจัดกิจกรรมปกติตามโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางพุทธศักราช 2551
2. สถานศึกษาได้ดำเนินกิจกรรมตามโครงการในแผนปฏิบัติงานประจำปีของสถานศึกษา
3. สถานศึกษาได้ให้ความร่วมมือกับทุก ๆ หน่วยงานในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา     คุณภาพการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ
       
         แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ เจตนารมณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในสถานศึกษาในขณะนี้จะเป็นไปในด้านบวกหรือด้านลบ ดังนี้
        1. การดำเนินกิจกรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ในระหว่างเวลาใกล้สิ้นปีงบประมาณจะต้องติดตามเร่งรัดเกี่ยวกับการรายงานผลงานของตนเอง การรายงานผลงานตาม 11 จุดเน้นนโยบายของกระทรวงศึกษาส่งผลให้แต่ละหน่วยงานเร่งจัดกิจกรรมเพื่อสร้างภาพผลงานและเก็บข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มผู้เรียน ครูผู้สอน ผู้บริหาร และบุคลากรในสถานศึกษา ซึ่งนักเรียนและครูผู้สอนต้องให้ความร่วมมือในทุก ๆ กิจกรรม และทุก ๆ ภาระงานที่เกี่ยวข้องทั้งกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งตามตารางเรียนปกติ กิจกรรมตามโครงการในแผนปฏิบัติงานของสถานศึกษา และกิจกรรมตาม 11 จุดเน้นนโยบายของกระทรวงศึกษา และการรายงานผลให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการข้อมูลของผู้เรียน ครู และสถานศึกษา อีกทั้งขณะนี้เกิดความสับสนในคณะนักเรียนและครูผู้สอนที่ไม่สามารถตอบสนองต่อกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทั้งหมด เพราะมีกิจกรรมเข้ามามากจนไม่สามารถตอบสนองได้ เช่น
     


1.1 การดำเนินกิจกรรมในสถานศึกษา (ระหว่างวันที่ 26 ก.ค. - 3 ส.ค. 2559) นักเรียนและครูผู้สอน จะต้องจัดการเรียนการสอนตามตารางเรียนปกติ จัดกิจกรรมชุมนุม กิจกรรมลูกเสือ/เนตรนารี กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ที่ทำให้ตารางสอนของนักเรียนเพิ่มขึ้นจาก 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็น 35 คาบต่อสัปดาห์ (ซึ่งไม่เป็นไปตามนโยบายหรือเป้าหมายของ รมว. ศธ. ที่ผู้เขียนเคยศึกษาวิเคราะห์มาตั้งแต่ตอนเริ่มต้นรัฐบาล) ดังนี้
       - วันที่ 26-28 ก.ค. 2559 นักเรียนชั้น ม.2 ต้องเข้าค่ายลูกเสือต้านภัยยาเสพติด พร้อมกัน จำนวน 11 โรง ในภาระงานนี้ รูผู้สอนที่มีชั่วโมงสอนในชั้น ม.2 ต้องช่วยกันดูแลกิจกรรมตามชั่วโมงสอนที่รับผิดชอบ และจัดการเรียนการสอนตามตารางสอนปกติในชั้นเรียนอื่น ๆ
       - วันที่ 29 ก.ค 2559 กิจกรรมวันภาษาไทย ตามโครงการในแผนปฏิบัติการของสถานศึกษา
       - วันที่ 3 ส.ค. 2559 กิจกรรม We are ASIAN ตามโครงการโรงเรียนนำร่อง และนโยบายรัฐ
ลักษณะของกิจกรรมวันภาษาไทย และกิจกรรม We are ASIAN จะจัดทั้งวันในสถานศึกษา และมีรูปแบบการจัดที่คล้ายคลึงกัน เช่น ฐานการเรียนรู้ ซุ้มนิทรรศการ ซุ้มอาหาร การแต่งกาย การแสดง การขายของ การประกวดโครงงาน แต่จัดแยกกิจกรรมออกจากกัน ขาดการเชื่อมโยงบูรณาการกิจกรรมเข้าด้วยกัน
ลักษณะของปัญหาที่พบ มีดังนี้
        1. ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้เรียน คือ ผู้เรียนเริ่มสับสนไม่รู้ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก่อน/หลัง ทำไม่ทัน ไม่สามารถทำกิจกรรมได้หลาย ๆ กิจกรรมในเวลาเดียวกัน และทุกกิจกรรมต่างต้องใช้ทุนของผู้เรียนส่วนหนึ่งในการดำเนินกิจกรรม
        2. ปัญหาในการวางแผนและเตรียมงาน ครูผู้สอนต้องฝึกผู้เรียนเพื่อให้มีความพร้อมในการแสดง หรือการเข้าร่วม หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนจนกลายเป็นภาวะความเครียดและกดดันผู้เรียนและครูผู้สอน
        3. ปัญหาผู้เรียนไม่ได้เรียนตามปกติในเวลาเรียนตามตารางเรียนเพราะต้องเข้าร่วมกิจกรรมมากเกินไป
        4. ปัญหาผู้เรียนไม่ได้เรียนตามปกติในเวลาเรียนตามตารางเรียนเพราะครูผู้สอนไม่อยู่ติดภาระงานตามนโยบาย ศธ บ่อยครั้งเกินไป
        5. ปัญหาผู้เรียนไม่ได้เรียนตามปกติในเวลาเรียนตามตารางเรียนเพราะต้องตอบแบบสอบถามหรือให้ข้อมูลหรือเข้าร่วมกิจกรรมจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่ขอความร่วมมือ
        1.2 กิจกรรม STEM ศึกษา พบวาในขณะนี้คณะพัฒนางานของ STEM ศึกษา จะนัดทำงานกันในเวลาราชการ ส่งผลให้ครูผู้สอน หรือวิทยากรแกนนำละทิ้งภาระงาน การเรียนการสอนตามตารางเวลาปกติ เพื่อดำเนินกิจกรรมตามนโยบาย ศธ. ทำให้นักเรียนไม่ได้เรียนในรายววิชาที่ครูไม่อยู่ อีกทั้งเป็นภาระที่เพื่อนครูต้องสอนในชั่วโมงนั้น ๆ จึงเห็นว่าควรดำเนินการวางแผนพัฒนาในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดแทนการปฎิบัติในเวลาที่ครูจะต้องทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ควรดึงครูออกจากห้องเรียนหรือชั่วโมงที่ต้องทำการสอน
        1.3 กิจกรรมแนะแนว การรายงานผลโดย Best Practice เพื่อตอบสนองนโยบาย ศธ สร้างปัญหาให้ครูเพราะต้องจัดทำกิจกรรมเพิ่มเติมตามหัวข้อที่กำหนดให้รายงาน เพิ่มภาวะความเครียดและความกดดันให้ครูมากขึ้น
        1.4 การรายงานผลข้อมูล O-net ให้ สทศ. ซึ่งครูจะต้องจัดทำระบบข้อมูลอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ครูเกือบทุกคนพูดหรือบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า "กิจกรรมตามนโยบาย ศธ. มีมาก ๆๆๆๆๆ เกินไป จนทำแทบจะไม่ไหวแล้ว" และนักเรียนก็เริ่มโอดครวญเหมือนกันว่า "ไม่ไหวแล้วววววว จะให้ทำอะไรอีกล่ะครู???"       
นี่คือบันทึก...บริบทและสภาพจริงของการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน - 29 กรกฎาคม 2559 ในระหว่างการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ และเป็นบทบันทึกที่เขียนขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ (26 ก.ค. 2559 - 3 ส.ค. 2559) เพื่อสะท้อนสภาพความเป็นจริงในขณะปัจจุบันของสถานศึกษาในมุมมองของครูผู้สอนและนักเรียนในสถานศึกษาที่ตกอยู่ในสภาวะผู้ถูกกระทำ เพราะในมุมมองของผู้กุมอำนาจรัฐจะใช้นโยบายเร่งรัดและติดตามผลการดำเนินงาน แต่ในระดับสถานศึกษานักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษาต้องเร่งดำเนินกิจกรรมแบบผักชีโรยหน้าเพื่อตอบสนองนโยบาย และทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าการดำเนินงานตาม 11 นโยบายของ ศธ. ในขณะนี้จะเป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้นตามเป้าหมายหรือถอยหลังเข้าคลอง

..................................................................


วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บริบทการศึกษาของประเทศไทยใน(ร่าง)แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๗๔

บริบทด้านการศึกษาของประเทศไทย
ใน (ร่าง)แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๗๔

จริยา ทองหอม
24/07/2559

การวิเคราะห์สังเคราะห์สภาพบริบทด้านการศึกษาของประเทศไทยใน (ร่าง) กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔ ของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นแผนระยะยาว ๑๕ ปี เพื่อเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ดังนี้ 

๑. ด้านโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา
1.1 อัตราส่วนนักเรียนต่อประชากรกลุ่มอายุ จำแนกตามระดับ การศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๕๑ – ๒๕๕๖ พบว่า
- การศึกษาภาคบังคับ มีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ ๑๐๑.๕ ในปี๒๕๕๑ เป็นร้อยละ ๙๖.๗ ในปี๒๕๕๗ โดยระดับการศึกษาที่มี แนวโน้มเพิ่มขึ้นคือระดับก่อนประถมศึกษา โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๑๑๓.๐ เป็นร้อยละ ๑๑๖.๓ ระดับการศึกษาที่มีแนวโน้มลดลง ได้แก่ ประถมศึกษา และมัธยมต้น ลดลงจากร้อยละ ๑๐๕.๒ และ ๙๔.๙ เป็น ๑๐๐.๔ และ ๘๙.๙ ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ
- มัธยมศึกษาตอนปลาย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๖๗.๙ เป็นร้อยละ ๗๖.๘ ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ โดยสายสามัญ และ สายอาชีพ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๔๑.๖ และ ๒๖.๓ เป็นร้อยละ ๕๒.๐ และ ๒๔.๘ ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ
 - ระดับอุดมศึกษา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๓๙.๕ เป็น ร้อยละ ๔๙.๓ ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ โดยระดับปริญญาตรี เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๒๙.๓ เป็นร้อยละ ๔๐.๘ ส่วนอนุปริญญา ลดลงจาก ร้อยละ ๑๙.๙ เป็นร้อยละ ๑๖.๙ ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ
1.2 อัตราการคงอยู่ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมต้น มีแนวโน้มลดลง เหลือร้อยละ ๙๓.๑ และ ๙๒.๗ ในปีการศึกษา ๒๕๕๖ ส่วนระดับมัธยมปลายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๘๖.๒ จำแนกเป็น สายสามัญและสายอาชีพ ร้อยละ ๘๙.๕ และ ๘๐.๖ ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ
1.3 จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย อายุ ๑๕ – ๕๙ ปีเพิ่มขึ้น จาก ๘.๘ ปีในปี๒๕๕๑ เป็น ๙.๐ ปีในปี๒๕๕๗

๒. ด้านคุณภาพการศึกษา
2.1 ร้อยละของเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ ๕ ปีที่มีพัฒนาการสมวัย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๖๗.๗ ในปี๒๕๕๐ เป็นร้อยละ ๗๒.๕ ในปี๒๕๕๗
2.2 ร้อยละของเด็กอายุ ๐ – ๕ ปีที่มีภาวะทุพโภชนาการ ระดับรุนแรง โดยมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง (ความสูงเทียบกับอายุ) และมีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลัน (น้ำหนักเทียบ กับความสูง) ปี๒๕๕๕ เท่ากับร้อยละ ๒.๑ ๕.๙ และ ๒๒ ตามลำดับ
2.3 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ(O-NET) ในกลุ่มสาระหลัก ปีการศึกษา ๒๕๕๒ – ๒๕๕๗
2.3.1 จำแนกตามระดับชั้น พบว่า
- ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ทุกวิชาที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ยกเว้นวิชา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา และวิชา การงานอาชีพและเทคโนโลยีที่มีคะแนนเฉลี่ยเกินร้อยละ ๕๐
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ทุกวิชาที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ยกเว้นวิชา สุขศึกษาและพลศึกษา ที่มีคะแนนเฉลี่ยเกินร้อยละ ๕๐ และวิชาภาษาไทย ที่มีคะแนนเฉลี่ยไม่แตกต่างจากปี๒๕๕๒
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ วิชาที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ อาทิภาษาไทย การงาน อาชีพแลเทคโนโลยีวิชาที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคงเดิม อาทิ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์และศิลปะ และวิชาที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง อาทิคณิตศาสตร์ยกเว้น วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ที่มีคะแนนเฉลี่ยเกินร้อยละ ๕๐
จำแนกตามกลุ่มสาระวิชาและระดับชั้น พบว่า เกือบ ทุกวิชามีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงเมื่อเข้าสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น
2.3.2 จำแนกตามภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศทุกวิชา รองลงมาคือภาคกลาง และภาคใต้ส่วนภาคที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำสุดสองลำดับ สุดท้ายทุกวิชา ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ
2.4 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ(N-NET) ปีการศึกษา ๒๕๕๔ – ๒๕๕๗ จำแนกตามระดับการศึกษาและสาระ พบว่า
- ระดับประถมศึกษา ทุกสาระวิชามีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ โดยสาระวิชาที่คะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมีแนวโน้มลดลง อาทิทักษะการเรียนรู้ความรู้พื้นฐาน การประกอบอาชีพ ทักษะการดำเนินชีวิต ส่วนสาระด้านการพัฒนาสังคม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

- ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สาระวิชามีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเฉลี่ยเกินกว่าร้อยละ ๕๐ มีเพียงสาระด้านทักษะการเรียนรู้ ส่วนสาระวิชามีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ และมีแนวโน้มลดลง อาทิด้านการประกอบอาชีพ ทักษะการดำเนินชีวิตและการพัฒนาสังคม ส่วนสาระด้านความรู้พื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เล็กน้อย
- ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทุกสาระวิชามีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ และมีแนวโน้มลดลงทุกสาระหลัก
2.5 เวลาเฉลี่ยที่คนไทยอายุ ๖ ปีขึ้นไปใช้ในการอ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงานลดลง จาก ๓๙ นาทีต่อวัน ในปี๒๕๕๑ เป็น ๓๗ นาทีต่อวัน ในปี๒๕๕๖ โดยกลุ่มเยาวชน (๑๕ – ๒๔ ปี) มีเวลาใน การอ่านมากที่สุด ๕๐ นาทีต่อวัน รองลงมาได้แก่ กลุ่มวัยเด็ก (๖ – ๑๔ ปี) มีเวลาในการอ่าน ๔๖ นาทีต่อวัน โดยภาคที่มีเวลาในการอ่านหนังสือ มากที่สุด ได้แก่กรุงเทพ รองลงมาได้แก่ ภาคใต้และภาคกลาง
2.6 การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา โดย IMD แม้ว่าผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะ ลดลง ๑ อันดับ จากอันดับที่ ๒๙ ในปี๒๕๕๗ เป็นอันดับที่ ๓๐ ในปี ๒๕๕๘ และเป็นอันดับที่สามในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากสิงคโปร์และ มาเลเซีย แต่อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของไทย เพิ่มขึ้น ๖ อันดับ จากอันดับที่ ๕๔ เป็นอันดับที่ ๔๘ ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ โดยมีตัวชี้วัดย่อยด้านการศึกษาที่เป็นจุดเด่นและเป็นตัวชี้วัดใหม่ที่เพิ่มขึ้นในปี๒๕๕๗ ๒ ตัวชี้วัด ได้แก่ ร้อยละของงบประมาณภาครัฐที่ใช้ในการศึกษาต่อนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และร้อยละของผู้หญิงที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ส่วนตัวชี้วัดย่อยด้านการศึกษาที่มีอันดับดีขึ้นมากที่สุด ๒ ตัวชี้วัด ได้แก่ อัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรวัย ๑๕ ปีขึ้นไป และอัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยมศึกษา และตัวชี้วัดที่มีอันดับลดลง ได้แก่ ตัวชี้วัดอัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับ มัธยมศึกษา (ตัวชี้วัดด้านโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา) ตัวชี้วัดความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ตัวชี้วัด ความคิดเห็นต่อทักษะด้านภาษา (ตัวชี้วัดกลุ่มคุณภาพการศึกษา) ตัวชี้วัด ประชากรที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตัวชี้วัดนักศึกษาต่างชาติที่เข้า มาศึกษาในประเทศ (ตัวชี้วัดกลุ่มการอุดมศึกษา) ตัวชี้วัดความคิดเห็น ต่อการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และตัวชี้วัดความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาสาขาบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อความต้องการภาคธุรกิจ (ตัวชี้วัดกลุ่มคุณภาพ การศึกษาที่ตอบสนองต่อภาคธุรกิจ)
2.7 จำนวนคดีเด็กและเยาวชน (อายุ ๑๐ – ๑๘ ปี) ที่ถูกดำเนินคดี โดยสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีแนวโน้มลดลงจาก ๔๖,๙๘๑ คน ในปี๒๕๕๑ เหลือ ๓๗,๔๓๓ คน ในปี๒๕๕๖
2.8 จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปีที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตร เพิ่มขึ้น จาก ๓,๐๔๓ คน ในปี๒๕๕๑ เป็น ๓,๖๘๐ คน ในปี๒๕๕๖
2.9 อัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ ๖ ปีขึ้นไป ในปี๒๕๕๖ คิดเป็นร้อยละ ๙๑.๑ จำแนกเป็นด้านการอ่านหนังสือ เขียนหนังสือได้ และคำนวณได้ร้อยละ ๙๔.๘, ๙๔.๑ และ ๙๓.๘ ตามลำดับ
2.10 ร้อยละของกำลังแรงงานที่จบมัธยมศึกษาขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ ๔๓.๑๒ ในปี๒๕๕๑ เป็นร้อยละ ๕๑.๐๔ ในปี๒๕๕๗ โดยระดับ อุดมศึกษามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากที่สุด จากร้อยละ ๑๔.๙๓ เป็นร้อยละ ๑๙.๘๓ รองลงมาเป็นระดับมัธยมปลาย และมัธยมต้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ ๑๒.๙๑ และ ๑๕.๒๙ เป็นร้อยละ ๑๕.๑๖ และ ๑๖.๐๕ ในช่วง เวลาเดียวกัน ตามลำดับ
- ทักษะด้านภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ ของประเทศไทย ปี๒๕๕๒ – ๒๕๕๗ อยู่ในอันดับที่ลดลงจากอันดับที่ ๔๓ ในปี๒๕๕๑ เป็นอันดับที่ ๕๑ ในปี๒๕๕๗ จากจำนวนประเทศที่จัดอันดับ ๕๗ และ ๖๐ ประเทศ ตามลำดับ
2.11 จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเทียบเท่าเต็มเวลาต่อ ประชากร ๑,๐๐๐ คน เพิ่มขึ้นจาก ๐.๖๕ ในปี๒๕๕๑ เป็น ๐.๘๐ ในปี ๒๕๕๖ และอยู่ในอันดับที่ลดลงจากอันดับที่ ๔๗ เป็นอันดับที่ ๕๓ โดย IMD โดยงบวิจัยและพัฒนาต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๐.๒๒ ในปี ๒๕๕๑ เป็นร้อยละ ๐.๓๙ ในปี๒๕๕๕
2.12 การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของประชากรอายุ ๑๕ ปี ขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๒๒.๕ และ ๑๗.๓ ในปี๒๕๕๑ เป็นร้อยละ ๓๑.๗ และ ๓๑.๖ ในปี๒๕๕๗
๓. ด้านบริหารจัดการ
3.1 การศึกษาขั้นพื้นฐาน :
- บริหารและจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง สถานศึกษาขาดความอิสระ คล่องตัวในการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากร เพื่อการศึกษาที่สามารถแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เรียน
- การรับรู้ข้อมูลในตลาดการศึกษาที่ไม่เท่ากัน ทั้งผู้ผลิต บริการและผู้ซื้อบริการการศึกษา ทำให้กลุ่มที่มีความได้เปรียบทาง เศรษฐกิจและสังคม สามารถเข้าถึงบริการการศึกษาที่มีคุณภาพและ มาตรฐานมากกว่ากลุ่มคนที่ด้อยโอกาส/ยากจน - ความสามารถของตลาดในการตอบสนองมีมากกว่าความ ต้องการของผู้รับบริการ เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอีก ๑๐ - ๒๐ ปีข้างหน้า และนำมาซึ่งความสูญเปล่าและความไม่มีประสิทธิภาพใน การบริหารจัดการของรัฐ
- การผูกขาดการจัดการศึกษาโดยรัฐ ผ่านนโยบายและ มาตรการของรัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อสถานศึกษาของรัฐ รวมทั้งบทบัญญัติใน รัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นผลให้ขาดการมีส่วนร่วมในการระดมทุนและการสนองทุนเพื่อ การศึกษาจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยทรัพยากรเพื่อการศึกษามาจากภาครัฐเป็นหลัก
3.2 การศึกษาหลังมัธยมศึกษาตอนปลาย (อาชีวศึกษาและ อุดมศึกษา)
- แม้ว่าสถาบันอุดมศึกษาจะเป็นนิติบุคคล มีอิสระและความ คล่องตัวในการบริหารจัดการ แต่ก็ยังมีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งมี ปัญหาด้านธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ
- ขาดแคลนกำลังคนระดับกลาง (สายอาชีพ) แม้ว่ารัฐจะมี นโยบายส่งเสริมการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีสหกิจศึกษา และให้เงินกู้ ยืมแก่ผู้เรียน แต่ก็ไม่สร้างแรงจูงใจให้ประชากรวัยเรียนเข้าศึกษาใน สายอาชีพ
- สถาบันอุดมศึกษาผลิตกำลังคนตามศักยภาพและความ สามารถของแต่ละสถาบัน มุ่งผลิตเชิงพาณิชย์เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ อีกทั้งไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งผลให้เกิดปัญหา การว่างงานของผู้จบระดับอุดมศึกษา ปัญหาการทำงานต่ำกว่าระดับ และ การเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาระหว่างรอหางานทำ
.....

อ้างอิง :: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2559). (ร่าง) กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔ . สืบค้นเมื่อ 23/07/59
จาก
http://www.onec.go.th/onec_backoffice/uploaded/Outstand/2016-EdPlan60-74.pdf
http://www.onec.go.th/onec_web/page.php?mod=Outstand&file=view&itemId=1879
ครรชิต มนูญผล. (23/07/2559). การออกแบบการเรียนรู้ Active Learning :: สร้างคนดีแก่แผ่นดิน. สืบค้นเมื่อ 23/07/59 จาก https://www.facebook.com/kanchit.manoonphol



...........................................................





วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทวิเคราะห์ความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบาย "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้"



บทวิเคราะห์ความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรค
ในการดำเนินงานตามนโยบาย "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้"
(Analysis on progress and problems.
In the implementation of the policy "to reduce & increase the time.")

           โดย: จริยา ทองหอม
  10 กรกฎาคม 2559

ตารางสอนกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้

ตารางสอนปีการศึกษา 2555
ตารางสอนปีการศึกษา 2559


            การวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จากประสบการณ์การสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยใช้ตารางสอนที่ผู้เขียนเคยสอนในปีการศึกษา 2555   เปรียบเทียบกับตารางสอนของภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559  ณ เวลาปัจจุบัน พบว่า การจัดการเรียนการสอนตามตารางสอน ณ เวลาปัจจุบัน ประสบปัญหาเพิ่มมากขึ้นมากกว่าการจัดการเรียนการสอนตามตารางสอนในปีการศึกษา 2555  ดังนี้

ตารางสอนปีการศึกษา 2555  
ตารางสอนปีการศึกษา 2559  
1.  ตารางสอนเดิมจะมีชั่วโมงสอน วันละ 6 คาบ
คาบละ 1 ชั่วโมงใน 1 วัน รวมจำนวน 30 คาบต่อสัปดาห์ 
ตารางสอนใหม่ (เพิ่ม) ชั่วโมงสอน เป็นวันละ 7 คาบ คาบละ 50 นาที ใน 1 วัน รวมจำนวน 35 คาบต่อสัปดาห์
2. โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ แนะแนว ชุมนุม ลูกเสือ-เนตรนารี
โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ แนะแนว ชุมนุม ลูกเสือ-เนตรนารี และกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้
3. ครูผู้สอนจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามโครงสร้างหลักสูตรปกติ
ครูผู้สอนจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามโครงสร้างหลักสูตรปกติ และเพิ่มเติมกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ วันละ 1 คาบ รวมจำนวน 5 คาบต่อสัปดาห์
4. ผู้เรียนมีระเบียบ วินัย และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามกฎโรงเรียนมากกว่าปัจจุบัน
ระเบียบ วินัย และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนลดน้อยลง
5. -
ครูและผู้เรียนสับสนและวุ่นวายกับการเตรียมกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มากขึ้น
   
            บทวิเคราะห์ความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ 
            จากการสำรวจในโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างของ รมว. ศึกษาธิการ  พบว่า โรงเรียนในแต่ละแห่งมีปัญหาแตกต่างกัน แต่ตามนโยบาย ของ รมว. ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติไว้ชัดเจนว่าโรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายนี้เป็นลำดับแรก หากจำเป็นจะไปร่วมกิจกรรมอื่นๆ จะต้องไม่เกิดผลกระทบกับการจัดกิจกรรม 4H  ได้แก่
1.  Head - เพื่อพัฒนาทักษะการคิด
2.  Heart - เพื่อให้เด็กเป็นคนดี มีวินัย รู้หน้าที่ มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ
3.  Hand - เพื่อให้เด็กเรียนรู้ตามความถนัด
4.  Health - เพื่อพัฒนาสุขภาพร่างกายของเด็ก
           
            บทวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้
            จากการศึกษาการจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ผู้เขียนทำการสอน จากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียน และเพื่อนครูในสถานศึกษา พบว่า กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ไม่ได้เป็นไปตามแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ แต่กลับกลายเป็นกิจกรรมที่เพิ่มภาระ และสร้างปัญหาในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ครูผู้สอนเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนตามปกติจะสอนตามโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรรายวิชา สู่กิจกรรมการเรียนการสอนตามโครงสร้างหลักสูตรปกติ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ที่เน้น 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และเมื่อพิจารณาแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ คือ การจัดกิจกรรม 4H หรือ Head, Heart, Hand, และ Health นั้น จะมีอยู่แล้วในโครงสร้างหลักสูตร ไม่ใช่ของใหม่แต่ประการใด แต่การเพิ่มเวลาเรียนจาก 30 คาบต่อสัปดาห์ เป็น 35 คาบต่อสัปดาห์นั้น เพิ่มความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ครูผู้สอนอย่างถ้วนทั่วทุกตัวบุคคล

อ้างอิง:
ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี. สืบค้นเมื่อ 10/07/59
            จาก https://www.facebook.com/EducationMinisterNewsline
จริยา ทองหอม. (10/07/59). ตารางสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ปีการศึกษา 2555 และ 2559.          โรงเรียนวัดพระมหาธาตุ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช.
            จาก https://www.facebook.com/EducationMinisterNewsline
บัลลังก์ โรหิตเสถียร. (10/7/2559). ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 285/2559 ภารกิจ รมว.ศธ.ที่เชียงใหม่
            "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้" และ"ให้นโยบาย ผอ.กลุ่มบริหารงานบุคคลทั่วประเทศ"

            จาก http://www.moe.go.th/websm/2016/jul/285.html  



วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์เพื่อเสริมสร้างทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม


การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์เพื่อเสริมสร้างทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม
โดย  :: จริยา  ทองหอม (03072559)
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สาขาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร)
บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

หลักสูตรออนไลน์
1. แนวคิดหลักการของหลักสูตรออนไลน์
2. วิสัยทัศน์และหลักการของหลักสูตรออนไลน์
3. จุดหมายของหลักสูตรออนไลน์
4. เนื้อหาสาระของหลักสูตรออนไลน์
5. กิจกรรมการเรียนการสอน   
6. สื่อการเรียนรู้
7. การวัดและประเมินผล


ทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม
1. ทักษะการจินตนาการ (Imagine)
2. ทักษะการออกแบบ (Design)
3. ทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation)
4. ทักษะการนำเสนอ (Present)
5. ทักษะการปรับปรุง (Improvement) 
6. ทักษะการประเมิน (Evaluate)


แผนการจัดการเรียนรู้
จินตวิศวกรรม
1. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
2. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
3.  จุดประสงค์การเรียนรู้
4. สาระการเรียนรู้
5.  สมรรถนะหลัก/สมรรถนะย่อย
6.  ชิ้นงาน/ภาระงาน
7.  กิจกรรมการเรียนรู้
8.  สื่อ / แหล่งการเรียนรู้
9.  การวัดและการประเมินผล
10.  เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ/เกณฑ์การประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
จินตวิศวทัศน์
(Imagineering Visual
1.1  แผนการจัดการเรียนรู้
1.2  กิจกรรมการเรียนรู้
1.3  แบบสอบถามความคิดเห็น

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
จินตวิศวภัณฑ์
(Imagineering innovation)
2.1  แผนการจัดการเรียนรู้
2.2  กิจกรรมการเรียนรู้
2.3  แบบสอบถามความคิดเห็น

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
จินตวิศวพาณิชย์ (Imagineering commerce)
3.1  แผนการจัดการเรียนรู้
3.2  กิจกรรมการเรียนรู้
3.3  แบบสอบถามความคิดเห็น




วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

บันทึก Learning Management System (LMS) และ Moodle 

เกริ่นนำ

            บันทึก Learning Management System (LMS) และ Moodle  นี้เกิดขึ้นจากการค้นหาคำตอบของคำว่า Learning Management System (LMS) และ Moodle  ในปฐมบทว่าคืออะไร มีลักษณะและองค์ประกอบอย่างไร เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจ และง่ายต่อการค้นคืน จึงใช้วิธี C&P ง่าย ๆ สำหรับการอ่าน และทำความเข้าใจในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยผู้บันทึกไม่ได้สังเคราะห์เพิ่มเติม ซึ่งเนื้อหาสาระที่สืบค้นจำแนกเป็น  3 ตอน คือ
ตอนที่ 1  Learning Management System (LMS)
ตอนที่ 2  Learning Management System (LMS)
ตอนที่ Moodle คืออะไร?
            กราบขอบพระคุณเจ้าของบทความ เจ้าของภาพประกอบ และทุก ๆ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

จริยา  ทองหอม
11 เมษายน 2559.


ตอนที่ 1

Learning Management System (LMS)


ระบบการจัดการเรียนรู้: Learning Management System (LMS)
LMS เป็นคำที่ย่อมาจาก Learning Management System หรือระบบการจัดการเรียนรู้ เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ จะประกอบด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยที่ผู้สอนนำเนื้อหาและสื่อการสอนขึ้นเว็บไซต์รายวิชาตามที่ได้ขอให้ระบบ จัดไว้ให้ได้โดยสะดวก ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหา กิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยผ่านเว็บ ผู้สอนและผู้เรียนติดต่อ สื่อสารได้ผ่านทางเครื่องมือการสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้ เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา กระดานถาม - ตอบ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ การเก็บบันทึกข้อมูล กิจกรรมการเรียนของผู้เรียนไว้บนระบบเพื่อผู้สอนสามารถนำไปวิเคราะห์ ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอนในรายวิชานั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบ ของ Learning Management System (LMS) 
             LMS ประกอบด้วย 5 ส่วนดังนี้
1. ระบบจัดการหลักสูตร (Course Management ) กลุ่มผู้ใช้งานแบ่งเป็น 3 ระดับคือ ผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารระบบ โดยสามารถเข้าสู่ระบบจากที่ไหน เวลาใดก็ได้ โดยผ่าน เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ระบบสามารถรองรับจำนวน user และ จำนวนบทเรียนได้ ไม่จำกัด โดยขึ้นอยู่กับ hardware /software ที่ใช้ และระบบสามารถรองรับการใช้งานภาษาไทยอย่างเต็ม รูปแบบ
2. ระบบการสร้างบทเรียน (Content Management ) ระบบประกอบด้วยเครื่องมือในการช่วยสร้าง Content ระบบสามารถใช้งานได้ดีทั้งกับบทเรียนในรูป Text - based และบทเรียนใน รูปแบบ Streaming Media
3. ระบบการทดสอบและประเมินผล ( Test and Evaluation System) มีระบบคลังข้อสอบ โดยเป็นระบบการสุ่มข้อสอบสามารถจับเวลาการทำข้อสอบและการตรวจข้อสอบอัตโนมัติ พร้อมเฉลย รายงานสถิติ คะแนน และสถิติการเข้าเรียนของนักเรียน    
4. ระบบส่งเสริมการเรียน ( Course Tools ) ประกอบด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้สื่อสารระหว่าง ผู้เรียน - ผู้สอน และ ผู้เรียน - ผู้เรียน ได้แก่ Webboard และ Chatroom โดยสามารถเก็บ History ของข้อมูลเหล่านี้ได้    
5. ระบบจัดการข้อมูล ( Data Management System ) ประกอบด้วยระบบจัดการไฟล์และโฟลเดอร์ ผู้สอนมีเนื้อที่เก็บข้อมูลบทเรียนเป็นของตนเอง โดยได้เนื้อที่ตามที่ Admin กำหนดให้  


องค์ประกอบ ของ Learning Management System (LMS)
สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2559.
จาก http://www.academic.hcu.ac.th/research/Found/e-learning2.htm

ตอนที่ 2

Learning Management System (LMS)

ความหมาย
                LMS เป็นคำที่ย่อมาจาก Learning Management System หรือระบบการจัดการเรียนรู้ เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ จะประกอบด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยที่ผู้สอนนำเนื้อหาและสื่อการสอนขึ้นเว็บไซต์รายวิชาตามที่ได้ขอให้ระบบ จัดไว้ให้ได้โดยสะดวก ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหา กิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยผ่านเว็บ ผู้สอนและผู้เรียนติดต่อ สื่อสารได้ผ่านทางเครื่องมือการสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้
ลักษณะของ LMS
              เป็นคอมพิวเตอร์โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกและจัดข้อมูลการเรียนการสอนโดยโปรแกรมจะทำหน้าที่ตรวจสอบการเข้ามาใช้บทเรียนและออกจากบทเรียนของผู้เรียนตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนในแต่ละบทรวมทั้งการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์คะแนนสอบของผู้เรียนแต่ละคนด้วยตัวเอง LMS ก็เปรียบเสมือนกับโรงเรียนเมื่อคุณล็อกอินเข้าสู่ระบบ LMS เพื่อเข้าเรียนก็เหมือนกับคุณก้าวเท้าเข้าสู่ประตูโรงเรียนคุณสามารถทำอะไรก็ได้ใน LMS เหมือนกับที่คุณทำได้ในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นการเลือกวิชาที่จะลงเรียน การเข้าไปอ่านเนื้อหาของบทเรียน ทำแบบฝึกหัด ทำแบบทดสอบและมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ผู้สอนหรือนักเรียนคนอื่นๆ อาจารย์ผู้สอน, ผู้ดูแลระบบ, ผู้จัดการ สามารถสังเกตดูพฤติกรรมการเข้าเรียนของคุณผ่านข้อมูลที่ได้ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของ LMS
ประเภทของ LMS
                LMS สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกันตามการใช้งาน ประเภทแรกคือ กลุ่มซอฟท์แวร์ฟรี (Open Source LMS) ที่มีลิขสิทธิ์ในการใช้งานแบบ GPL ส่วนประเภทที่สองคือ กลุ่มซอฟต์แวร์เอกชนเพื่อธุรกิจ ซึ่งต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทแม่ซึ่งเป็นเจ้าของซอฟท์แวร์ LMS พวกนี้
1.กลุ่มซอฟท์แวร์ฟรี (Open Source LMS) ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้แก่
• Moodle (www.moodle.org) (แพร่หลายมากที่สุด)
• ATutor (www.atutor.ca)
2.กลุ่มซอฟร์แวร์เอกชนเพื่อธุรกิจ ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้แก่
• Dell Learning System (DLS) (www.dell.com)
 • De-Learn (www.de-learn.com)
รูปแบบการทำงานของ LMS
                สำหรับผู้ใช้งานในระบบ LMS นั้นสามารถที่จะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน คือ
1. กลุ่มผู้บริหารระบบ (Administrator) ทำหน้าที่ในการติดตั้งระบบ LMS การกำหนดค่าเริ่มต้นของระบบ การปรับแต่งระบบ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบฉากหลังเว็บ การเพิ่มเติมโปรแกรมอิสระ เป็นต้น
2. กลุ่มอาจารย์หรือผู้สร้างเนื้อหาการเรียน (Teacher) : ทำหน้าที่ในการจัดการเนื้อหา บทเรียนต่างๆ เข้าระบบ
3. กลุ่มผู้เรียน (Student) : หมายถึงนักเรียน นักศึกษา ที่สมัครเข้าเรียนตามหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งการทำแบบฝึกหัด
การประยุกต์ใช้กับการศึกษา
          ปัจจุบันการเรียนการสอนได้มีการพัฒนา E-Learning มาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีการสร้าง Software การบริหารจัดการการเรียนการสอนในรูปแบบ E-Learning ขึ้นมากมายทั้งที่เป็น Open Source หรือเป็น software ที่มีลิขสิทธิ์ ต่างๆ ซึ่งในการพัฒนาระบบ E-Learning ในปัจจุบัน ได้นำระบบบริหารจัดการเรียนการสอนที่เรียกว่าระบบแอลเอ็มเอส (LMS)” หรือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านทางเว็บไซต์ ดังนั้น การนำระบบแอลเอ็มเอส (LMS) มาประยุกต์ใช้จะทำให้เกิดคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพ ในด้านการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น
ข้อดีของ LMS
1.ระบบจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน ครอบคลุมเครื่องมือที่หลากหลายขึ้นมาก
2. รายการของเครื่องมือบนระบบการจัดการการเรียนการสอนที่ใช้ในการประเมินมีการจัดระบบที่ไม่สลับซับซ้อน
3. การพัฒนาระบบการจัดการการเรียนการสอนในปัจจุบันยังครอบคลุมในด้านของคุณภาพของเครื่องมือบางประเภทด้วย
4. การเรียนการสอนส่วนใหญ่ในขณะนี้สามารถนำไปเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ
5. ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดระบบฯ มาพัฒนา หรือปรับใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ข้อเสียของ LMS
1. เครื่องมือต่างๆ ที่มีการพัฒนายังไม่สามารถสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามหลักทางครุศาสตร์
2. ทางด้านการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งยังไม่ยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับความต้องการของผู้สอน
3. จึงทำให้การจัดการเรียนรู้ด้วยระบบฯ ที่ได้พัฒนาขึ้นมักอยู่ในลักษณะซ้ำๆ

สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2559.
จาก  http://benicenat55.blogspot.com/2013/08/learning-management-system-lms.html


ตอนที่ 3

Moodle คืออะไร?


Learning Management System หรือ ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ที่เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง LMS ก็มีให้เลือกใช้หลากหลายระบบ หลายยี่ห้อ ทั้งของต่างประเทศและของไทยพัฒนากันเอง แต่ปัจจุบัน LMS ประเภทฟรีแวร์ที่ไม่ต้องเสียค่าไลเซ่นส์ (เพราะเป็นโอเพ่นซอส) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีขีดความสามารถหลายอย่างใกล้เคียงหรือเทียบเท่า LMS ที่ต้องเสียเงินแพงๆ  และหนึ่ง LMS ฟรีที่โดดเด่นก็คือ Moodle ซึ่งใช้กันแพร่หลายมากในสถาบันการศึกษาของเมืองไทย  ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับ Moodle กันเถอะว่ามันมีดีอะไรบ้าง

Moodle คืออะไร?
Moodle ย่อมาจาก Modular Object-Oriented Dynamic Learning Environment เป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปแบบโอเพ่นซอร์ส ที่ทำหน้าที่ บริหารจัดการการเรียนรู้ หรือ Learning Management System ใช้คำย่อว่า LMS หรือ Virtual Learning Environment ใช้คำย่อว่า VLE  อ่านเป็นคำไทยว่า มูเดิลโดยสถิติล่าสุดมีผู้นำไปติดตั้งใช้งาน 68,000 กว่าไซต์(ที่ได้รับการรับรองถูกต้อง) มีฐานผู้ใช้งานกว่า 72 ล้านคน มีบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์กว่า 7.6 ล้านวิชา และผู้สอนกว่า 1.2 ล้านคน ใน 235 ประเทศ ซึ่งมี 1,431 ไซต์อยู่ในประเทศไทยที่ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง

ความสามารถทั่วไปของ Moodle
Moodle  เป็นโปรแกรมจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ประเภทฟรีแวร์ ที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลกรองรับทั้ง ซีเอ็มเอส (CMS = Course Management System) และ แอลเอ็มเอส (LMS = Learning Management System)  ช่วยรวบรวมวิชาเป็นหมวดหมู่ เผยแพร่เนื้อหาของครู พร้อมบริการให้นักเรียนเข้ามาศึกษา บันทึกกิจกรรมของนักเรียน และตัดเกรด
Moodle เป็นแหล่งเผยแพร่เอกสารออนไลน์ เช่น Microsoft Office, Web Page, PDF หรือ Image เป็นต้น  ถ้าใครไม่หวงวิชา มีเอกสารที่เคยรวบรวมไว้ ก็ส่งเข้าไปเผยแพร่ได้โดยง่าย มีระบบติดต่อสื่อสารระหว่างนักเรียน เพื่อนร่วมชั้น และครู เช่น chat หรือ  webboard เป็นต้น
นักเรียนฝากคำถาม ครูทิ้งการบ้านไว้ ครูนัดสนทนาแบบออนไลน์ ครูนัดสอนเสริม หรือแจกเอกสารให้อ่านก่อนเข้าเรียน ก็ได้มีระบบแบบทดสอบ รับการบ้าน และกิจกรรม ที่รองรับระบบให้คะแนนที่หลากหลาย
ให้ส่งงาน ให้ทำแบบฝึกหัด ตรวจให้คะแนนแล้ว export ไปยัง Excel ได้
สำรองข้อมูลเป็น .zip แฟ้มเดียวได้ ทำให้ครูหรือนักเรียนนำไปกู้คืนในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้
  
แผนภาพระบบงานของ moodle
สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2559.
จาก  ภาสกร ใหลสกุล.  https://sipaedumarket.wordpress.com/2014/06/18/moodle

สิ่งที่ต้องเตรียมการก่อนใช้ Moodle
1. เว็บบราวเซอร์ (Web Browser) เพื่อติดต่อกับโปรแกรม Moodle  ทั้งครู และนักเรียน
2. เว็บเซอร์ฟเวอร์ (Web Server) เพื่อบริการรับการเชื่อมต่อเข้าไป โดยรองรับภาษาพีเอชพี (PHP) และฐานข้อมูลมายเอสคิวแอล (MySQL)
3. ผู้ติดตั้ง (Installer) และ ผู้ดูแลระบบ (Admin) เพื่อทำให้ระบบเกิดขึ้น และให้บริการแก่ผู้ใช้
4. ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ที่ยอมรับเทคโนโลยี ดังนั้น Moodle เหมาะสำหรับนักเรียนที่รับผิดชอบ ครูที่มุ่งมั่น และผู้บริหารที่ให้งบประมาณ
5. การเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่าย (Network) เช่น อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต หรือเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)

บทบาทของผู้ใช้ Moodle
1. ผู้ดูแล (Admin) มีหน้าที่ ติดตั้งระบบ บำรุงรักษา กำหนดค่าเริ่มต้น กำหนดสิทธ์การเป็นครู แก้ไขปัญหาให้แก่ครู และนักเรียน
2. ครู (Teacher) มีหน้าที่ เพิ่มแหล่งข้อมูล เพิ่มกิจกรรม ให้คะแนน ตรวจสอบกิจกรรม ตอบคำถาม และติดต่อสื่อสารกับนักเรียน
3. นักเรียน (Student) มีหน้าที่ เข้าศึกษาแหล่งข้อมูล และทำกิจกรรม ตามแผนการสอน
4. ผู้เยี่ยมชม (Guest) สามารถเข้าเรียนได้เฉพาะวิชาที่อนุญาต และถูกจำกัดสิทธ์ในการทำกิจกรรม

แหล่งข้อมูล หรือกิจกรรม (Resource and Activities)
Moodle มีระบบที่ให้ใช้งานและดำเนินกิจกรรมในการเรียนการสอนได้มากมาย ประกอบด้วย
1. ป้ายประกาศ (Label) คือ ระบบแสดงข้อความ เพื่อประกาศให้นักเรียนทราบข่าวสาร
2. กระดานเสวนา (Forum) คือ กระดานที่ครู และนักเรียนเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
3. การบ้าน (Assignment) คือ ระบบที่ครูกำหนดโจทย์ให้นักเรียนไปค้นคว้า แล้วนำแฟ้มงานมาอัพโหลด (upload) ส่งครู
4. ห้องสนทนา (Chat) คือ ระบบที่สามารถนัดเวลาสนทนาระหว่างครู และนักเรียน แบบออนไลน์
5. แบบทดสอบ (Quiz) คือ ระบบวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยข้อสอบแบบปรนัย หรืออัตนัย
6. แหล่งข้อมูล (Resources) คือ แหล่งข้อมูลอื่น เช่น text, html, upload, weblink, webpage, program
7. โพลล์ (Poll) คือ ระบบที่เปิดให้สามารถถามความคิดเห็นจากนักเรียน
8. สารานุกรม (Wiki) คือ ระบบสร้างแหล่งอ้างอิงเชิงบูรณาการระหว่างครู และนักเรียน
9. อภิธานศัพท์ (Glossary) คือ รวมคำศัพท์ จัดหมวดหมู่ สามารถสืบค้นได้
10. ห้องปฏิบัติการ (Workshop) คือ ระบบที่ให้นักเรียนทำงาน แล้วส่งงาน ซึ่งประเมินผลได้หลายแบบ
11. สกอร์ม (SCORM) คือ แหล่งข้อมูลที่รวมเนื้อหา หรือแฟ้มข้อมูลจากภายนอก ถูกยอมรับเป็นมาตรฐานหนึ่งของ Learning Object

กิจกรรมของผู้ใช้งาน
ผู้ใช้งานหลักของระบบก็คือ ครูผู้สอน กับนักเรียน เรามาดูกันว่ากิจกรรมของทั้งสองฝ่ายสามารถทำอะไรได้บ้าง

กิจกรรมของครู (Teacher Activities)
1. สมัครสมาชิกด้วยตนเอง และรอผู้ดูแล อนุมัติ ให้เป็นครู หรือผู้สร้างคอร์ส
2. ครูสร้างคอร์ส และกำหนดลักษณะของคอร์สด้วยตนเอง
3. เพิ่ม เอกสาร บทเรียน และลำดับเหตุการณ์ตามความเหมาะสม
4. ประกาศข่าวสาร หรือนัดสนทนา กับนักเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต
5. สามารถสำรองข้อมูลในวิชา เก็บเป็นแฟ้มเพียงแฟ้มเดียวได้
6. สามารถกู้คืนข้อมูลที่เคยสำรองไว้ หรือนำไปใช้ในเครื่องอื่น
7. สามารถดาวน์โหลดคะแนนนักเรียนที่ถูกบันทึกจากการทำกิจกรรม ไปประมวลผลใน Excel
8. กำหนดกลุ่มนักเรียน เพื่อสะดวกในการจัดการนักเรียนจำนวนมาก
9. ยกเลิกนักเรียนในรายวิชา ถ้าพบว่ามีความประพฤติไม่เหมาะสม หรือเข้าเรียนผิดรายวิชา
10. ตรวจสอบกิจกรรมของนักเรียนแต่ละคน เช่น ความถี่ในการอ่านบทเรียน หรือคะแนนในการสอบ
11. เพิ่มรายการนัดหมาย หรือกิจกรรม แสดงด้วยปฏิทิน
12. สร้างเนื้อหาใน SCORM หรือสร้างข้อสอบแบบ GIFT แล้วนำเข้าได้สู่ระบบ

กิจกรรมของนักเรียน (Student Activities)
1. สมัครสมาชิกด้วยตัวนักเรียนเองได้
2. รออนุมัติการเป็นสมาชิก และสมัครเข้าเรียนแต่ละวิชาด้วยตนเอง (บางระบบ สามารถสมัคร และเข้าเรียนได้ทันที)
3. เรียนรู้จากเอกสาร หรือบทเรียน ที่ครูกำหนดให้เข้าไปศึกษาตามช่วงเวลาที่เหมาะสม
4. ฝากคำถาม หรือข้อคิดเห็น หรือสนทนาระหว่างครูและนักเรียน
5. ทำกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย เช่น ทำแบบฝึกหัด หรือส่งการบ้าน
6. แก้ไขข้อมูลส่วนตัวของตนเองได้
7. เรียนรู้ข้อมูลของครู เพื่อนนักเรียนในชั้น หรือในกลุ่ม เพื่อสร้างความคุ้นเคยได้ 

สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2559.
จาก  ภาสกร ใหลสกุล.  https://sipaedumarket.wordpress.com/2014/06/18/moodle