วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

การนิเทศการศึกษายุค 4.0 กับการนิเทศภายในโรงเรียน


การนิเทศการศึกษายุค 4.0  กับการนิเทศภายในโรงเรียน
จริยา ทองหอม
17 กรกฎาคม 2562

การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความรู้ ความคิด ความสามารถรวมทั้งพฤติกรรม เจตคติ ค่านิยม และคุณธรรมของบุคคล คุณสมบัติของบุคคลดังกล่าว เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ยิ่งปัจจุบันสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ การแข่งขันอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจ ปัญหาการจัดการศึกษาของไทยยังไม่สอดคล้อง และไม่เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกประเทศ ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาที่เป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาคน รัฐบาลได้ทุ่มเทกำลัง ทั้งในแง่ความคิดและทรัพยากรของประเทศที่จะปฏิรูปการศึกษา เพื่อปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาให้เป็นการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สามารถผลิตคนที่มีคุณภาพ และเป็นการศึกษาที่สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน
แนวการจัดการศึกษา  ในหมวด 4 ของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เน้นการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ.  2542 ข : 14)  ตั้งแต่มาตรา 22 – 30 ซึ่งมุ่งหมายให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาประเทศฟื้นฟูได้ การให้ความสำคัญของการจัดการศึกษาในระดับสถานศึกษาที่ต้องพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามเป้าหมายของการศึกษาชาติ “เก่ง ดี และมีความสุข” บนพื้นฐานของความสอดคล้องกับบริบทชุมชน และเกิดความภูมิใจในความเป็นไทย ในฐานะศึกษานิเทศก์ซึ่งต้องมีมาตรฐานความรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านนโยบายและการวางแผนการศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการสอน ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ด้านการบริหารจัดการการศึกษา ด้านการวิจัยทางการศึกษา ด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ  ใช้กลวิธีการถ่ายทอดความรู้ แนวคิด ทฤษฎี เพื่อพัฒนาคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาให้สถานศึกษา ครูและผู้บริหารโรงเรียนได้ตระหนักเห็นความสำคัญและพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานให้บรรลุถึงเป้าหมายแห่งคุณภาพ (ละอองทิพย์ บุณยเกียรติ2561)
การนิเทศการศึกษายุค 4.0  เป็นกระบวนการที่สำคัญในการแนะนำช่วยเหลือครู ให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถใช้นวัตกรรมทางการศึกษามาเป็นตัวช่วยในกระบวนการเรียนการสอนให้ตอบความต้องการของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบการนิเทศจะเป็น ตัวช่วยในการบอกถึงประโยชน์ต่างๆของระบบการศึกษาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพราะระบบการนิเทศนั้นอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย ได้แก่ การเคารพซึ่งกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ การนิเทศการศึกษาจัดขึ้นเพื่อปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ดียิ่งขึ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับทักษะและความสามารถของศึกษานิเทศก์ผู้ทำงานร่วมกับครู ตลอดจนเทคนิคและวิธีการต่างๆ ที่ศึกษานิเทศนำมาใช้ในการนิเทศการศึกษา โดยให้ครูมีโอกาสค้นคว้างานที่จะต้องทำด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความงอกงามขึ้น เมื่อได้เรียนรู้และมีความเจริญงอกงามแล้ว ย่อมจะได้รู้จักปรับปรุงงานด้านการเรียนการสอนให้ได้ผลดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และการนิเทศภายในโรงเรียนในยุค 4.0 เป็นกระบวนการทำงานและดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรภายในโรงเรียนในการแนะนำช่วยเหลือ มีขวัญกำลังใจ ส่งเสริมเกี่ยวกับการเรียนการสอนและพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐานของโรงเรียน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้รับประโยชน์จากโรงเรียนทุกฝ่ายเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่กำหนดไว้  (กิตติศักดิ์ อังคะนาวิน และ อภิสรรค์ภาชนะวรรณ. 2561) 
การนิเทศการศึกษายุค 4.0  กับการนิเทศภายในโรงเรียน เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษา  การนิเทศการศึกษาเป็นองค์ประกอบที่ต้องมีการดำเนินการควบคู่กันไปเพื่อให้การดำเนินงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษาบรรลุตามเป้าหมายของการศึกษาชาติ และเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตร  ระบบของการนิเทศควรมีทิศทางในการดำเนินงานที่สอดคล้องกันทั้งการนิเทศภายในและภายนอก ต้องมีการพัฒนาผู้นำทางวิชาการในสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็ง  ทำให้ผู้บริหารและผู้นำทางวิชาการมีความสามารถในการนิเทศการสอน  พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา  การใช้หลักสูตรการสอน  การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาในการกำกับ นิเทศ ติดตาม ประเมินผล เชื่อมโยงการบริหารจัดการและการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายความสำเร็จที่โรงเรียนได้กำหนดไว้  และใช้การนิเทศการสอนเพื่อช่วยให้ครูผู้สอนได้ปฏิบัติการสอนได้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาที่เน้นการจัด      การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยครูผู้สอนจะต้องมีความแม่นยำในด้านการใช้หลักสูตรและการออกแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วม โดยมีเนื้อหาการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบทของชุมชนและท้องถิ่น มีระบบของการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจที่สอดคล้องกับสภาพจริงเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายบุคคลให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ รวมถึงช่วยให้ครูสามารถการวางแผนพัฒนาตนเองและการพัฒนาวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพ    สู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน


  
  


ที่มา
กิตติศักดิ์ อังคะนาวิน และอภิสรรค์ ภาชนะวรรณ.  (2561 กันยายน 14).  การนิเทศการศึกษา
ให้เจริญก้าวหน้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0  วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ.
สืบค้นเมื่อ 17 กรกฏาคม 2562 จาก  https://www.google.co.th/
ละอองทิพย์ บุณยเกียรติ (2561 กุมภาพันธ์ 14). การนิเทศกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฏาคม 2562 
จาก  https://www.gotoknow.org/posts/644763



วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562

หลักสูตรการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 2562




หลักสูตรการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ปี พ.ศ.2562
(หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว33 ลว 24 ตุลาคม 2560)
จริยา ทองหอม
22 มิถุนายน 2562

ภาค ก ความรู้ทั่วไปและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (150 คะแนน) ให้ทดสอบด้วยวิธีการสอบข้อเขียนแบบปรนัย ตามรายละเอียด ดังนี้
1. ความรู้ทั่วไปและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน
1)      นโยบายรัฐบาล นโยบายและแผนปฏิบัติราชการของกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2)      กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
3)      กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ  
4)      กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
5)      กฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
6)      กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
7)      กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ
8)      เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
9)      ความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน โดยเน้นความรู้ความสามารถภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระดับพื้นฐานตำแหน่งศึกษานิเทศก์
2. ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (100 คะแนน)
1. งานการนิเทศ
1.1) การส่งเสริมและพัฒนาระบบการนิเทศการศึกษา
1.2) การส่งเสริมการใช้หลักสูตร,การพัฒนาหลักสูตร,หลักการสอน,หลักจิตวิทยา และการจัดกระบวนการเรียนรู้
1.3) การส่งเสริมและพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา
1.4) การพัฒนาระบบการวัดและประเมินผล
1.5) การส่งเสริมการใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
2. งานติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล
2.1) การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการวางแผนการนิเทศ และการพัฒนาวิชาการ
2.2) การนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล
2.3) การนำผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลไปใช้
3. การศึกษาค้นคว้าและการให้บริการทางวิชาการ
3.1) การจัดทำเอกสารทางวิชาการและเอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอน
3.2) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน
4. งานวิเคราะห์วิจัย
4.1) การวิเคราะห์วิจัย เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนการสอน
4.2) การส่งเสริมสนับสนุนการวิจัย มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา
5. งานการพัฒนาครู
5.1) การพัฒนาครูและวิชาชีพครู
5.2) การส่งเสริมการเรียนรู้ของครู
5.3) บทบาทการเป็นผู้ชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการสำหรับครู
5.4) หลักการจัดการศึกษาผู้ใหญ่และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ภาค ข ความเหมาะสมกับตำแหน่ง  (200 คะแนน)
1.       ประเมินประวัติ  (50 คะแนน)
2.       ประเมินผลการปฏิบัติงาน  (50 คะแนน)
3.       ประเมินสมรรถนะ (50 คะแนน)
4.       สัมภาษณ์  (50 คะแนน) 


ที่มา:
การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2562
คู่มือการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 
สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2562

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562

อนาคตการศึกษาไทย


อนาคตการศึกษาไทยในปี 2573
จริยา ทองหอม
02 มิถุนายน  2562

จากรายงานการวิจัยด้านการศึกษาเปรียบเทียบการศึกษาของไทยกับประเทศชั้นนำ เช่น สาธารณรัฐฟินแลนด์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐเกาหลี ทำให้พบลักษณะร่วมและข้อแตกต่างเกี่ยวกับนโยบายและวิธีการทำงานของ 3 ประเทศ คือ สาธารณรัฐฟินแลนด์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐเกาหลี ที่มีคุณภาพของผลลัพธ์และผลผลิตของระบบการศึกษาอยู่ในระดับเดียวกัน ดังนี้

ลักษณะร่วม  ของ ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่
1.       ให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษาที่เป็นเลิศ
2.       สร้างความทั่วถึงและความเท่าเทียม เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3.       ปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้
4.       ใช้ภาษามากกว่า 1 ภาษาในการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับภาษาแม่ของผู้เรียนระดับปฐมวัย ทั้งนี้มีการกระจายลักษณะร่วมนี้สู่การปฏิบัติในการจัดการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพร้อมร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ที่เป็นภาคีเครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาโดยยึดคุณภาพและความโปร่งใสเป็นสำคัญ
5.       ให้ความสำคัญกับคุณภาพครูในระดับสูง เห็นได้ชัดจากการคัดเลือกนักศึกษาครูกระบวนการผลิต การรับเข้าทำงาน การพัฒนา การวางเส้นทางวิชาชีพและการประเมิน เป็นที่น่าสังเกตว่าในเรื่องการวางเส้นทางวิชาชีพครูและการประเมินครูมิใช่จุดเน้นของสาธารณรัฐฟินแลนด์ เนื่องจากมีความเชื่อเบื้องต้นว่าครูมีสมรรถนะสูง รับผิดชอบสูง และสามารถกำกับตนเองได้

ข้อแตกต่าง ของประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐเกาหลี
          เมื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประเทศไทยกับ 3 ประเทศ พบว่า มีข้อแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างประเทศไทยและประเทศคู่เทียบ คือ
1.  การจัดการเรียนรู้ที่เน้นเนื้อหาการเรียนรู้มากกว่าบูรณาการเนื้อหา ทักษะแห่งศตวรรษ และสาระท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.  ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบและสนับสนุนการเรียนรู้ได้เช่นเดียวกับทั้งสามประเทศ
3.   ในส่วนของการฝึกหัดครูนั้น พบว่า
3.1 ระบบการผลิตของไทยยังไม่สัมพันธ์กับระบบการใช้ครู
3.2 คุณสมบัติพื้นฐานผู้ที่จะเข้าเรียนยังไม่ได้อยู่ในระดับเก่งเท่ากับนักศึกษาครูของอีก 3 ประเทศ
3.3 สมรรถนะของบัณฑิตครูยังไม่สามารถสร้างศรัทธาให้กับวิชาชีพครูได้
3.4 วิชาชีพครูยังไม่เป็นตัวเลือกของผู้เรียนที่ถือเป็นระดับยอดของประเทศ

การศึกษาภาพอนาคตการศึกษาไทย ในปี พ.ศ. 2573  พบว่า ภาพอนาคตการศึกษาขั้นพื้นฐานและการฝึกหัดครูของประเทศไทย พ.ศ. 2573 จำแนกเป็น 5 ภาพหลัก ดังนี้

ภาพอนาคตที่ 1 กระจาย  ระบบบริหารการศึกษาไทยจะกระจายอำนาจการปฏิบัติสู่ท้องถิ่น แบบประสานพลังด้วยความร่วมมือร่วมใจ ร่วมรับผิดชอบ โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีการกำหนดนโยบายที่มีมาตรฐาน/ตัวชี้วัดกำกับชัดเจน และมีความยืดหยุ่นตามบริบทท้องถิ่น
ภาพอนาคตที่ 2 แกร่ง  หลักการพื้นฐานการจัดการศึกษาที่แข็งแกร่งด้วยการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ยึดคุณภาพมาตรฐานระดับสากลตามแนวคิดการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาเป็นคานงัดคุณภาพมีระบบและกลไกเพื่อพัฒนาการวัดและการประเมินผลเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบก้าวกระโดด
ภาพอนาคตที่ 3 หยั่งลึก หมายถึง การศึกษาปฐมวัยเป็นปัจจัยในการสร้างพื้นฐานของชีวิตที่แข็งแกร่ง และเป็นรากลึกสำหรับการเติบโตของประเทศอย่างมั่นคง
ภาพอนาคตที่ 4 ยกระดับ คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึง เท่าเทียม สามารถร่วมมือและแข่งขันได้ในระดับสากล
ภาพอนาคตที่ 5 พลิกพลัง ของวิชาชีพครู ด้วยการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้เป็นวิชาชีพชั้นยอด มีความมั่นคงและยั่งยืน เป็นวิชาชีพชั้นสูงที่สังคมให้การยอมรับและเชื่อถือ

ที่มา: 
1. Education 2030  อนาคตการศึกษาไทย : กรณีศึกษาเปรียบเทียบ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้. 
จาก  https://www.salika.co/2018/12/24/education 2030 thailand and case studies/
2. ส่อง Roadmap 12 ปีข้างหน้า! การศึกษาไทยจะก้าวไกลเหมือนฟินแลนด์. (2561).
จาก  https://www.dek-d.com/education/50679/
3. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2559).  รายงานวิจัยแนวโน้มภาพอนาคตการศึกษาและการเรียนรู้ของไทยในปี พ.ศ. 2573. กรุงเทพฯ.

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562

การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ


การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(The learning partnership)
จริยา ทองหอม
21  เมษายน 2562



                        การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (The learning partnership)  เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้กระบวนการกลุ่มให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์และเกิดความสำเร็จร่วมกันของกลุ่ม  การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือผู้สอนจะต้องเลือกเทคนิคการจัดการเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียน และผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมที่จะร่วมกันทำกิจกรรม รับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยที่กลุ่มจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้บรรลุตามจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ การเรียนเป็นกลุ่มหรือเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ความหมาย
การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตน  และส่วนรวม  เพื่อให้กลุ่มได้รับความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด

วัตถุประสงค์ 
1.  เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการกลุ่มได้ฝึกบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการทำงานกลุ่ม
           2.  เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดค้นคว้า  ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  ทักษะการคิดสร้างสรรค์  การแก้ปัญหา  การตัดสินใจ  การตั้งคำถาม  ตอบคำถาม  การใช้ภาษา  การพูด ฯลฯ
3.  เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะทางสังคม  การอยู่ร่วมกับผู้อื่น  การมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น การเสีย สละ  การยอมรับกันและกัน  การไว้วางใจ  การเป็นผู้นำ  ผู้ตาม  ฯลฯ

น้อมนำ "ศาสตร์พระราชา" มาใช้ในการออกแบบ
                 การออกแบบการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (The learning partnership) โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชา เพื่อปลูกจิตสำนึกแบบระเบิดจากข้างใน ดังนี้
1. เน้นพึ่งตนเองได้
2. คำนึงถึงภูมิสังคม
3. ทำตามลำดับขั้นตอน
4. ประหยัด เรียบง่าย
5. บริการจุดเดียว
6. มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่  
7. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก
8. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
9. ไม่ติดตำรา
10. เน้นการมีส่วนร่วม
11. รู้ รัก สามัคคี

ลักษณะของการเรียนรู้
1. มีการทำงานกลุ่มร่วมกัน  มีปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม
2. สมาชิกในกลุ่มมีจำนวนไม่ควรเกิน  6  คน
3. สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกันเพื่อช่วยเหลือกัน
4. สมาชิกในกลุ่มต่างมีบทบาทรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  เช่น  เป็นผู้นำกลุ่ม 
(Leader)  เป็นผู้อธิบาย (Explainer)  เป็นผู้จดบันทึก (Recorder) เป็นผู้ตรวจสอบ (Checker)  เป็นผู้สังเกตการณ์ (Observer) เป็นผู้ให้กำลังใจ (Encourager) ฯลฯ                        

องค์ประกอบสำคัญ
                1.  ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก  (Positive Interdependence)  หมายถึง การที่สมาชิก       ในกลุ่มทำงานอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน  มีการทำงานร่วมกัน โดยที่สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน
                 2.  การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน  (Face  To  Face  Pronotive  Interaction)  เป็นการติดต่อสัมพันธ์กัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ให้ข้อมูลย้อนกลับ เปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ เพื่อเลือกในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
                3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน  (Individual  Accountability)  เป็นความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละบุคคล  โดยมีการช่วยเหลือส่งเสริมซึ่งกันและกัน  เพื่อให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายกลุ่ม  โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจ  และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคล
                4.  การใช้ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย  (Interdependence  and  Small  Group  Skills)  นักเรียนควรได้รับการฝึกทักษะในการสื่อสาร การเป็นผู้นำ การไว้วางใจผู้อื่น การตัด สินใจ  การแก้ปัญหา  ครูควรจัดสถานการณ์ที่จะส่งเสริมให้นักเรียน  เพื่อให้นักเรียนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
                5.  กระบวนการกลุ่ม  (Group Process)  เป็นวิธีการที่จะช่วยให้การดำเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สมาชิกทุกคนต้องทำความเข้าใจในเป้าหมายการทำงาน  วางแผนปฏิบัติงานร่วมกัน  ดำเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรุงงาน

ขั้นตอนการจัดกิจกรรม 
1. ขั้นเตรียมการ  ผู้สอนชี้แจงจุดประสงค์ของบทเรียน ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย  กลุ่มละประมาณไม่เกิน  6  คน  มีสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน  ผู้สอนแนะนำวิธีการทำงานกลุ่มและบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม
2.  ขั้นสอน  ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน  บอกปัญหาหรืองานที่ต้องการให้กลุ่มแก้ไขหรือคิด วิเคราะห์  หาคำตอบผู้สอนแนะนำแหล่งข้อมูล  ค้นคว้า หรือให้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการคิดวิเคราะห์ผู้สอนมอบหมายงานที่กลุ่มต้องทำให้ชัดเจน
3. ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม  ผู้เรียนร่วมมือกันทำงานตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ  ทุกคนร่วมรับผิดชอบ ร่วมคิด  ร่วมแสดงความคิดเห็น การจัดกิจกรรในขั้นนี้  ครูควรใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ  ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับผู้เรียน  เช่น  การเล่าเรื่องรอบวง  มุมสนทนา  คู่ตรวจสอบ  คู่คิด  ฯลฯผู้สอนสังเกตการณ์ทำงานของกลุ่ม  คอยเป็นผู้อำนวยความสะดวก  ให้ความกระจ่างในกรณีที่ผู้เรียนสงสัยต้องการความช่วยเหลือ
4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ  ขั้นนี้ผู้เรียนจะรายงานผลการทำงานกลุ่ม  ผู้สอนและเพื่อนกลุ่มอื่นอาจซักถามเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน  เพื่อเป็นการตรวจสอบผลงานของกลุ่มและรายบุคคล
5.  ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม  ขั้นนี้ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกัน สรุปบทเรียน  ผู้สอนควรช่วยเสริมเพิ่มเติมความรู้  ช่วยคิดให้ครบตามเป้าหมายการเรียนที่กำหนดไว้  และช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่มทั้งส่วนที่เด่นและส่วนที่ควรปรับปรุงแก้ไข

เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีหลายวิธี  ดังนี้
1. ปริศนาความคิด  (Jigsaw) เป็นเทคนิคที่สมาชิกในกลุ่มแยกย้ายกันไปศึกษาหาความรู้  ในหัวข้อเนื้อหาที่แตกต่างกัน  แล้วกลับเข้ากลุ่มมาถ่ายทอดความรู้ที่ได้มาให้สมาชิกกลุ่มฟัง 
2. กลุ่มร่วมมือแข่งขัน  (Teams  Games  Toumaments : TGT) เป็นกิจกรรมที่สมาชิกในกลุ่มเรียนรู้เนื้อหาสาระจากผู้สอนด้วยกัน  แล้วแต่ละคนแยกย้ายไปแข่งขันทดสอบความรู้  คะแนนที่ได้ของแต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม  กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงสุดเป็นทีมชนะเลิศ
3.  กลุ่มร่วมมือช่วยเหลือ  (Team  Assisted  Individualization : TAT)  เป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละคนได้แสดงความสามารถเฉพาะตนก่อน  แล้วจึงจับคู่ตรวจสอบกันและกัน  ช่วยเหลือกันทำใบงานจนสามารถผ่านได้  ต่อจากนั้นจึงนำคะแนนของแต่ละคนมารวมเป็นคะแนนของกลุ่ม  กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นฝ่ายได้รับรางวัล
4.  กลุ่มสืบค้น  (Group  Investigation : GI) เป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  ผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้รับมอบหมายให้ค้นคว้าหาความรู้มานำเสนอ  โดยที่ทุกคนในกลุ่มรับรู้และช่วยกันทำงาน ผู้เรียนจะนำเสนอผลงานทีละกลุ่ม  แล้วร่วมกันประเมินผลงาน
5.  กลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน  (Learning  Together : LT)  เป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมที่ให้สมาชิกในกลุ่มได้รับผิดชอบ  ทุกคนช่วยกันทำงาน กลุ่มจะได้ผลงานที่เกิดจากการทำงานของทุกคน
6. กลุ่มร่วมกันคิด  (Numbered  Heads  Together : NHT) เป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมที่ให้สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันร่วมกันอภิปรายปัญหาที่ได้รับเพื่อให้เกิดความพร้อมและความมั่นใจที่จะตอบคำถามผู้สอน  ผู้สอนจะเรียกสมาชิกกลุ่มให้ตอบทีละคน  แล้วนำคะแนนของแต่ละคนมารวมเป็นคะแนนของกลุ่ม
7. กลุ่มร่วมมือ  (Co-op  Co-op)  เป็นเทคนิคการทำงานกลุ่มโดยสมาชิกในกลุ่มที่มีความสามารถและความถนัดแตกต่างกันแบ่งหน้าที่รับผิดชอบไปศึกษาหัวข้อย่อยทีได้รับมอบหมายแล้วนำงานจากการศึกษาค้นคว้ามารวมกันเป็นงานกลุ่มปรับปรุงให้ต่อเนื่องเชื่อมโยง  มีความสละสลวย  เสร็จแล้วจึงนำเสนอต่อชั้นเรียน  ทุกกลุ่มจะช่วยกันประเมินผลงาน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปได้ว่า  การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการฝึกผู้เรียนให้มีทักษะปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างแท้จริง  ฝึกความรับผิดชอบ  ฝึกความเป็นผู้นำ ผู้ตาม  ฝึกการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ และฝึกทักษะทางสังคม  ผู้สอนควรเลือกใช้เทคนิควิธีต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระและจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้





ที่มาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ. สืบค้นเมื่อ 15  เมษายน 2562
จาก https://prapaipook77.files.wordpress.com/2012/01/cooperative-learning
ครรชิต มนูญผล.  (2561  มีนาคม 21).  ศาสตร์พระราชา.  สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2562
จาก  https://www.facebook.com/1512687895617470/
จริยา ทองหอม. (2562 เมษายน 21).  การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือจาก  https://tonghom2009.blogspot.com/



วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562

สัตว์โลกผู้น่ารัก



สัตว์โลกผู้น่ารัก
จริยา ทองหอม
18 เมษายน 2562

                ตกแต่งภาพโดยใช้ Application ต่างๆ ในโทรศัพท์  พบเฟรมภาพน่ารักๆ เกี่ยวกับสัตว์นานาชนิด ทำให้ต้องสืบค้นข้อมูลเพื่อนำมาใช้เป็นเนื้อหาและเพลงประกอบที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ต่างๆ รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในที่สุดก็ค้นพบเนื้อเพลงที่มีเนื้อหาสาระสัมพันธ์กัน ได้แก่ เพลงสัตว์โลกผู้น่ารัก ซึ่งมีสาระสำคัญๆในเนื้อเพลง ดังนี้
ท้องทุ่งเขียวขจี  แว่วเสียงชะนีก้องแนวไพร
ช้างยืนโคลงตัวไปมา  ม้าลาเดินตามกันไป
สิงโต  แมวลาย  เสือปลา
กวางเดินดงดายเดียว  ชะนีเปรียวโยนตัวลงมา
นกกินปลา  เกาะบนยอดยาง
นางนวลบินวนเวียน นกกระเรียนเดินตามดูกวาง
นกกระยางบินลับตาไป
แสนสุขสมใจเพลิน  น่ารักเหลือเกินเพื่อนทั้งหลาย
ขอเชิญชวนกันเอ็นดู ให้อยู่กันตามสบาย
ขออย่าทำลายล้างมัน
ทุกๆสรรพสิ่งบนโลกล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ทุกๆสิ่งล้วนรักชีวิตของตนเอง ขอให้ช่วยกันดูแลรักษา อย่าทำลายล้างกัน
…..

ใส่เสื้อสีเหลืองเก่าๆ ที่มีตราสัญลักษณ์ของพ่อเพราะคิดถึงพ่อ ติดตามหาพระราชดำรัสเกี่ยวกับ     
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาฝากดังนี้

พ่อของแผ่นดิน ร่มโพธิ์แห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 “ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญ เราต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้เปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่การระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว
--- พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2529

ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานอย่างไม่เคยว่างเว้น และทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่ถึงพร้อมด้วยความบริบูรณ์ โดยหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ คือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
แนวคิดและทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้นเกื้อกูลการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ปัญหาป่าไม้ของไทยที่ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดภัยแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อยามน้ำหลากก็เกิดน้ำท่วมฉับพลันและมีการพังทลายของดินอย่างรุนแรง จนเป็นปัญหาต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร กลายเป็นทุกข์ร้อนของแผ่นดินที่พระองค์ทรงห่วงใยเป็นอย่างมากตลอดมา จึงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับป่าต้นน้ำเพื่อเก็บกักน้ำและป้องกันอุทกภัย
ทฤษฎีและแนวคิดตามพระราชดำริต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ เช่น
1. "ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก"
2. ปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง
3. การปลูกป่าทดแทน
พระองค์ทรงเป็นพระราชาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก และเป็นที่กล่าวว่าไม่มีที่ใดที่พระองค์ไม่เคยเสด็จไปถึง พระองค์ทรงโอบอุ้มผืนดินและผืนป่าเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติไว้ให้กับชาวไทย เป็นหน้าที่ของเราทุกคนแล้วที่จะต้องร่วมปกป้องดูแลสมบัติอันล้ำค่าสานต่อเจตนารมณ์ของพ่อสืบไป
…..


ที่มา:
Application: Digital camera, BeautyPlus, PhotoFrameV, Filmigo, Music
Music:  เพลงสัตว์โลกผู้น่ารัก: ดอกไม้ป่า
จริยา ทองหอม. (2562 เมษายน 18). สัตว์โลกผู้น่ารัก
Link: https://www.youtube.com/watch?v=hyvxloeeRNM&feature=youtu.be
จริยา ทองหอม. (2562 เมษายน 18). สัตว์โลกผู้น่ารัก.  
Link: https://tonghom2009.blogspot.com/
รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์. (2559).  พ่อของแผ่นดิน ร่มโพธิ์แห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม.
Link: https://www.greenpeace.org/archive-thailand/news/blog1/blog/57733/
…..